มือที่มองไม่เห็นของ อดัม สมิธ: คำถามใหญ่ว่าด้วย ‘ธรรมชาติของมนุษย์’

มือที่มองไม่เห็นของ อดัม สมิธ: คำถามใหญ่ว่าด้วย ‘ธรรมชาติของมนุษย์’

วลี “มือที่มองไม่เห็น” ของอดัม สมิธ ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาเศรษฐศาสตร์ เป็นวลีที่เข้ามาอยู่ความรู้สึกนึกคิดราวกับว่าภาษาได้แทรกซึมไปถึงความเป็นมนุษย์ลึกๆ ของเรา โดยแก่นของวลีนี้เป็นความคิดหลักของสายธารความคิดแบบเสรีนิยมที่เชื่อว่า ระบบในสังคมสามารถปรับตัวได้เองโดยไม่ต้องมีการบังคับ และการตัดสินอย่างเสรีของปัจเจกที่มุ่งหวังประโยชน์ส่วนตนจะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวม

การที่วลีนี้ติดหูและอยู่ในสำนึก ทำให้บ่อยครั้งวลีนี้ถูกพูดขึ้นเพื่อสนับสนุนแนวคิดที่ต่างๆ กันไปทั้งในหมู่ฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาทางเศรษฐกิจการเมือง[1] บทความนี้จึงพาไปสำรวจวลี “มือที่มองไม่เห็น” ที่สมิธเขียนในย่อหน้าหนังสือจริงๆ ตามตัวอย่างต่างๆ อีกครั้ง เพื่อชี้ให้เห็นว่าสมิธใช้วลี “มือที่มองไม่เห็น” ในการยึดโยงถึงความเป็นไปตาม ‘ธรรมชาติของมนุษย์’ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดทางปรัชญาของเขา

วลี “มือที่มองไม่เห็น” ปรากฏเพียงแค่ครั้งเดียวในหนังสืออันโด่งดังของสมิธ The Wealth of Nations โดยปรากฏในเล่มที่ 4 บทที่ 2 เมื่อสมิธต้องการยกตัวอย่างถึงการลงทุนในประเทศและนอกประเทศ เขาชี้ว่าการตัดสินใจลงทุนมีผลต่อความมั่งคั่งและเข้มแข็งของประเทศนั้นๆ โดยในอัตรากำไรที่เท่าๆ กัน เราจะเลือกลงทุนในประเทศมากกว่านอกประเทศ เพราะว่าการลงทุนในประเทศดึงดูดมากกว่า เนื่องจากความคุ้นเคย สะดวก ปลอดภัย จากนั้นเมื่อปัจเจกบุคคลลงทุนในประเทศแล้ว ก็จะทำให้ประเทศรวยขึ้น มีการจ้างงาน มีการสะสมกำลังการผลิต แล้วความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นมาก็จะทำให้ประเทศมีความสามารถสามารถป้องกันประเทศได้มากขึ้น ดังนั้นการตัดสินใจของแต่ละปัจเจกบุคคลจากประโยชน์ส่วนตนก็กลายเป็นประโยชน์ส่วนรวมโดยไม่ต้องควบคุม พวกเขาถูกนำโดยมือที่มองไม่เห็นให้ทำประโยชน์กับสังคมโดยที่ไม่จำเป็นต้องมาจากเจตนา (เน้นโดยผู้เขียน)

วลี “มือที่มองไม่เห็น” ยังปรากฏใน The Theory of Moral Sentiments (หนังสือเล่มแรกของสมิธ) ในส่วนที่ 4 บทที่ 1 สมิธเขียนถึงปัจเจกบุคคลยากไร้ที่ทำงานสร้างตัวเองเพื่อการดำรงชีวิต ถึงแม้ว่าปัจเจกบุคคลนั้นจะไม่ได้โลภหรือต้องการจะอวดร่ำอวดรวย แต่ทรัพย์สินและการทำงานจะทำให้ชีวิตสุขสบายขึ้น การสะสมทรัพย์และการผลิตนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ ในทำนองเดียวกัน คนมั่งมีเจ้าของที่ดินก็ต้องทำการผลิต แม้จะมีมากอยู่แล้ว แต่ขนาดกระเพาะของเขาก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาหยุดทำการผลิตและจ้างงานผู้คน ส่วนคนงานก็คาดหวังส่วนแบ่งจากความเป็นมนุษย์และความยุติธรรมจากคนมั่งมี ผลผลิตจากผืนดินนั้นจึงถูกแบ่งปันไปให้ทุกผู้คน โดยที่คนมั่งมีเลือกเก็บเพียงกองที่ดีที่สุด ใช้จ่ายมากกว่าคนอื่นเพียงเล็กน้อย นอกนั้นจะแบ่งให้คนงานที่ทำการผลิต แบ่งผลผลิตไปเท่าๆ กัน (“nearly the same distribution”) พวกเขาถูกนำโดยมือที่มองไม่เห็นให้กระจายปัจจัยการดำรงชีวิตไปอย่างเสมอภาค สร้างประโยชน์ส่วนรวมโดยที่ไม่ได้เจตนา[2]

เห็นได้ว่าสมิธเน้นไปที่ประโยชน์ส่วนตนซึ่งนำไปสู่ประโยชน์ส่วนรวม กระนั้นผมก็อยากจะให้ผู้อ่านตั้งข้อสงสัยเคลือบแคลงคำกล่าวอ้างของสมิธไว้ให้มากๆ วิธีการเขียนของสมิธนั้นเป็นวิธีอธิบายแบบเป็นขั้นเป็นตอนที่เป็นลักษณะแบบจำลองทางความคิด ใช้ตรรกะในการอธิบายอย่างเป็นลำดับขั้น จากหนึ่งไปสอง สองไปสาม และไปเรื่อยจนถึงบทสรุป แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า สมิธสรุปแบบสั้นมาก แล้วที่จริงการเขียนของเขาก็มีการข้ามตรรกะและละข้อเท็จจริงบางอย่าง เช่น ในตัวอย่างการลงทุนในประเทศ สมิธอ้างอัตรากำไรระหว่างการลงทุนภายในและภายนอกประเทศ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วไม่แน่ว่าจะต้องเท่ากันๆ และในตัวอย่างการผลิตและการกระจายผลผลิตก็อ้าง ‘ความเป็นมนุษย์’ กับ ‘ความยุติธรรม’ ที่ก็ไม่แน่ว่าจะได้จากคนที่มั่งมี ในความกำกวมนั้น สมิธยกเอาวลี “มือที่มองไม่เห็น” สรุปว่าประโยชน์ส่วนตนในที่สุดจะเป็นประโยชน์ส่วนรวม

บทสรุปของสมิธนั้นมาจากบริบทที่มีข้อจำกัดอย่างมาก เป็นสิ่งที่มีแต่ในทฤษฎีความคิดและความหวัง แต่ไม่ได้อยู่ในความเป็นจริงระยะสั้น เราเห็นอยู่ว่า ปัจจัยที่กำหนดการลงทุนของประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย ไม่ได้มีแค่เรื่องอัตรากำไร (ซึ่งก็ไม่เท่ากันสักเท่าไหร่) และการลงทุนภายในหรือภายนอกประเทศเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นประกอบอีกมาก มากไปกว่านั้นปัญหาความเหลื่อมล้ำก็เพิ่มขึ้นๆ จนกลายเป็นวิกฤตในทุกเศรษฐกิจการเมือง คนงานคาดหวังความเป็นมนุษย์และความยุติธรรมจากคนที่มั่งมีไม่ได้[3] การกระจายรายได้ไม่ได้แบ่งไปอย่างเท่าๆ กันหรือเสมอภาคอย่างที่สมิธบอก การทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนไม่ได้นำไปสู่ประโยชน์ส่วนรวม ความเป็นจริงในปัจจุบันสวนทางกับสิ่งที่สมิธบอกกล่าวกับเรา

อย่างนั้นสมิธพูดถึงอะไรหากมันเป็นสิ่งที่ไม่จริง

สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากไม่ทราบก็คือ สมิธยังใช้วลีมือที่มองไม่เห็นอีกในทางเทววิทยา[4] เพราะพื้นฐานของสมิธนั้นแท้จริงแล้วมาจากวิชาปรัชญา แถมเขายังเป็นนักปรัชญาแบบในยุครู้แจ้งสก็อตติช (Scottish Enlightenment) ที่เน้นในความเป็นมนุษย์ การให้เหตุผล ความเป็นจริง กฎเกณฑ์ธรรมชาติ ฯลฯ สมิธจึงใช้หลักปรัชญาวิธีนี้ในการคิดและสื่อสารสิ่งที่เขารู้และเข้าใจ เราสามารถตีความวลี “มือที่มองไม่เห็น” ในฐานะกฎเกณฑ์ธรรมชาติบางอย่างที่มนุษย์หลีกเลี่ยงไม่ได้

สมิธเขียนไว้ว่า พหุเทวนิยมเป็นที่บูชาแต่โบราณก็เพราะปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีลักษณะผิดแผกไป โดยไฟแผดเผา น้ำชะล้าง ของหนักตกลงพื้น หรือของเบาลอยขึ้น ล้วนเป็นไปตามธรรมชาติของมัน แต่ฟ้าคะนอง สายฟ้าฟาด และพายุ ที่เป็นปรากฏการณ์ผิดปรกตินั้นมาจากมือที่มองไม่เห็นของจูปิเตอร์ มนุษย์ไม่สามารถสร้างปรากฏการณ์แบบนั้นได้ มนุษย์มีพลังเพียงแค่หักเหใช้ประโยชน์จากปรากฏการณ์ที่ธรรมชาติกำหนดมาเท่านั้น

สมิธเปรียบเปรยว่ามือที่มองไม่เห็นนั้นเป็นของจูปิเตอร์ เทพแห่งสายฟ้า เป็นการอ้างถึงกฎเกณฑ์ธรรมชาติบางอย่างที่ไม่ได้มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งกลุ่มใดสามารถควบคุมได้ เน้นในกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ (natural order) แล้วมาปรับใช้กับสังคมมนุษย์ เป็นวิธีการคิดอิงหลักการแบบรู้แจ้งที่ว่าในสังคมมนุษย์นั้นมีกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่แยกออกมาจากทางกายภาพแตกต่างออกไป มีธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เราไม่เหมือนสิ่งมีชิวิตที่มีสติสัมปชัญญะอื่นๆ

ในระเบียบธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีมือที่มองไม่เห็นผลักดันเราเข้าไปสู่ปลายทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้วันนี้จะเห็นข้อเท็จจริงว่าผลประโยชน์ส่วนตนขัดกับประโยชน์ส่วนรวม แต่ในระยะยาวแล้วสิ่งนี้ไม่สามารถคงอยู่ได้ตามธรรมชาติ เพราะสิ่งที่เป็นจริงวันนี้อาจจะไม่มีสาระ ในระยะสั้นระบบไม่ปรับตัวมนุษย์เรียนรู้ไม่ทัน มีการคิดหวังเรียนรู้หาทางแก้ไปสู่ระยะยาว ที่เป็นระเบียบตามธรรมชาติของมือที่มองไม่เห็น

ดังนั้น “ธรรมชาติของมนุษย์” จึงเป็นจุดสำคัญที่สุดที่จะตัดสินความเป็นไปของระบบ สำหรับสมิธแล้วธรรมชาติของมนุษย์มีลักษณะที่ขยายต่อขนาด (increasing returns) การร่วมมือทำงานของมนุษย์สร้างผลผลิตที่เพิ่มพูนไม่สิ้นสุด ดังนั้นจึงเลือกหาทางออกได้ แต่น่าเสียดายที่สมิธไม่ได้พูดเรื่องการปรับตัวในระยะสั้น เป็นที่รู้กันในหมู่ผู้ศึกษาความคิดอดัมสมิธว่าเขาล้มเลิกและตายลง ก่อนที่จะรวบรวมความคิดสำเร็จในเรื่องธรรมศาสตร์ ‘Lectures on the Jurisprudence’ ซึ่งทั้งหมดเป็นโปรเจ็กต์รู้แจ้งของสมิธที่โดยรวมเรียกว่า ‘วิทยาศาสตร์ของมนุษย์’ (The Science of Man)[5]

ในแง่นี้ การถกเถียงกันทางการเมืองทั่วโลกในการคิดแบบนี้จึงมีใจกลางอยู่ที่ว่า ธรรมชาติของมนุษย์คืออะไร ซึ่งเราต้องระวังให้มาก เพราะหากเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ผิด ก็จะทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราทุจริตโดยที่ไม่รู้ตัว มีหลายครั้งที่เราเข้าใจผิด โดยนำธรรมชาติของสัตว์[6] (natural selection) มาปนกับธรรมชาติของมนุษย์ การปรับตัวจึงหลงทางและไปในทางเลวร้ายซึ่งออกไปจากธรรมชาติ เพราะไม่มีใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสามารถเข้ามาคุมระเบียบธรรมชาติของมนุษย์ได้[7] และที่สุดแล้ว การปรับตัวในระยะสั้นจะเป็นไปตามกฎเกณฑ์ระยาวที่อยู่ในธรรมชาติของมนุษย์

นี่คือแง่มุมที่เราสามารถเรียนรู้วิธีการคิดนี้ได้จากวลี “มือที่มองไม่เห็น” ของอดัม สมิธ

[1] Grampp, W. D. (2000). What did Smith mean by the invisible hand?. Journal of Political Economy, 108(3), 441-465.

[2] ในส่วนภาษาอังกฤษที่สมิธเขียนจริง ผู้เขียนต้องขออภัยแนะนำให้ผู้อ่านไปค้นใน https://en.wikipedia.org/wiki/Invisible_hand เลยก็จะได้ประโยชน์ แล้วหากยิ่งอยากอ่านเต็มๆ ก็จะดีใจมาก ซึ่งหนังสือของสมิธทั้งสองเล่มก็สามารถหาดาวน์โหลดได้ฟรีตามอินเทอร์เน็ต แต่ก็เป็นภาษาโบราณซึ่งอ่านยากมากๆ

[3] มีข้อถกเถียงว่า TWN กับ TMS นั้นขัดกันหรือเปล่า เพราะใน TWN สมิธพูดเป็นกลไกตรรกะเศรษฐกิจ ส่วนใน TMS นั้นสมิธใช้กลไกสังคมมนุษย์เสียมาก โดยส่วนตัวและที่ถูกสอนมาผู้เขียนคิดว่าทั้งสองเล่มส่งเสริมกัน

[4] Macfie, A. (1971). The invisible hand of Jupiter. Journal of the History of Ideas, 32(4), 595-599.

[5] แนะนำหนังสือประวัติชีวิตและความคิดครับ Phillipson, N. (2010). Adam Smith: an enlightened life. Penguin UK.

[6] ดูมัจฉานัยยะ ของอมาตยา เซน ที่บอกว่าความคิดแบบปลาใหญ่กินปลาเล็กใช้กับเราไม่ได้

[7] สมิธ วิจารณ์แนวคิด elitism แบบแมคคิเอเวลี่ไว้แสบๆ คันๆ ทางด้านศีลธรรม เขากล่าวถึงการตัดสินใจทางการเมืองของ Cesare Borgia ที่โหดร้าย ใน TMS ส่วนที่ 6 บทที่ 1 และในประวัติศาสตร์ซีซาร์ บอเจียนั้นแพ้ในระยะยาว วิธีการที่แมคคิเอเวลี่ยกย่องนั้นก็รวมอิตาลีไม่ได้

LGBTQ+ ในศาสนาพุทธ ‘ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน คุณก็สามารถได้รับการช่วยเหลือ’​

LGBTQ+ ในศาสนาพุทธ ‘ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน คุณก็สามารถได้รับการช่วยเหลือ’

Author : SPECTRUM

“ในฐานะที่เป็นพระในศาสนาพุทธ ฉันเชื่อว่าทุก ๆ คนสามารถได้รับความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมกัน ฉันอาจจะใช้ทั้งเครื่องสำอางและใช้หลักคำสอนอันเก่าแก่ของศาสนาพุทธไปในเวลาเดียวกัน แต่ฉันก็ใช้ทั้งคู่ด้วยจิตวิญญาณอันเป็นหนึ่งเดียว”

นี่คือสิ่งที่ ‘Kodo Nishimura’ (โคโดะ นิชิมูระ) พระเกย์ชาวญี่ปุ่นกล่าวเพื่อแสดงจุดยืนของเขาที่ได้พิสูจน์ให้โลกได้เห็นแล้วว่า LGBTQ+ กับการบวชในศาสนาพุทธนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ โดยชี้ว่า “สารที่สำคัญที่สุดของศาสนาพุทธ คือการที่ทุก ๆ คนสามารถได้รับความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียมกันโดยที่ไม่เกี่ยวกับเพศวิถีหรือเพศสภาพใด ๆ ทั้งสิ้น”

SPECTRUM OF HUMAN: Kodo Nishimura – ผู้เป็นทั้งเกย์ ช่างแต่งหน้า และพระภิกษุสงฆ์ในญี่ปุ่น

“ฉันเติบโตมาในวัดแห่งหนึ่ง ณ กรุงโตเกียว พ่อกับแม่ของฉันเป็นพระ ในตอนเด็ก ๆ ฉันต้องปกปิดตัวตนที่แท้จริงของฉันเพราะฉันกลัวว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร ฉันจึงตัดสินใจไปเรียนต่อที่นิวยอร์กและมันทำให้ฉันได้รู้ว่า การเป็นเกย์มันไม่ได้ผิดอะไรเลย และเพราะเหตุนี้ฉันจึงได้มีโอกาสได้เรียนรู้โลกแห่งสีสันผ่านการใช้เครื่องสำอางเพื่อแต่งหน้า จนฉันมีแรงผลักดันเพื่อศึกษาต่อจนได้ไปเป็นช่างแต่งหน้าให้กับ มิส ยูนิเวิร์สของประเทศญี่ปุ่น”

“หลังจากอยู่ที่สหรัฐฯ ได้ 7 ปี ฉันอยู่ห่างบ้านเกิดของฉันนานพอที่จะทำให้ฉันหวนนึกถึงรากเหง้าของฉันเอง และฉันคิดว่าการกลับไปครั้งนี้จะทำให้ฉันมีอาวุธที่ทรงพลังที่สุด การศึกษาศาสนาพุทธในวัฒนธรรมของฉัน ทำให้ฉันสามารถหาเอกลักษณ์ของตัวเองได้และฉันอยากหาคำตอบที่ว่าฉันคือใครกันแน่ ทำไมเราถึงควรทำดีต่อผู้อื่น ทำไมเราถึงมีชีวิต อะไรคือความหมายของชีวิต ฉันอยากจะค้นหาคำตอบในทางพระพุทธศานา ฉันเลยตัดสินใจเข้ารับการฝึกฝนเป็นพระตอนอายุ 24 ”

ช่างแต่งหน้า-เกย์-พระ – สามอย่างนี้เป็นไปได้พร้อม ๆ กันในญี่ปุ่น ด้วยบริบทของศาสนาพุทธในญี่ปุ่นที่มีความหลากหลายของนิกายที่แตกแขนงออกมา ต่างจากไทยที่เป็นส่วนมากเป็นนิกายเถรวาท ทำให้สถานะของพระญี่ปุ่นจึงเป็นเพียงอาชีพหนึ่งเท่านั้น หรือที่มักเรียกกันว่า ‘อาชีพพระ’ ซึ่งการเป็นพระในวัดเล็ก ๆ อย่างญี่ปุ่นมักไม่มีรายได้ที่เพียงพอ ดังนั้นจึงเห็นพระที่มีอาชีพ พนักงานออฟฟิศ หมอ คุณครู และอาชีพอื่น ๆ ทั่วไป รวมถึงยังมีการอนุญาตให้สามารถแต่งงานใช้ชีวิตได้เหมือนคนทั่วไป ทำให้สถานะของพระญี่ปุ่นมีความยืดหยุ่นได้มากกว่าสถานะความเป็น ‘พระ’ ในไทย

มากไปกว่านั้นบทบาทหน้าที่ของพระในญี่ปุ่นนั้น มีความแตกต่างจากไทย กล่าวคือ ในพุทธศาสนาแบบไทยคนส่วนใหญ่มักจะมองว่า พระ คือ ผู้ที่สละแล้วทางโลก ทว่าสำหรับมุมมองเรื่องพระในญี่ปุ่นแล้ว จุดมุ่งหมายหลักของพวกเขาไม่ใช่การละทางโลก แต่จะมุ่งเน้นไปที่ ‘การช่วยให้ผู้คนพ้นทุกข์’ ดังนั้นเมื่อรวมกับสถานะของพระในญี่ปุ่นที่มีความเป็นอิสระมากกว่า หน้าที่ในการหาหนทางให้การช่วยเหลือผู้อื่นของพระนั้น จึงสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบที่ทันสมัย และเข้าถึงผู้คนได้ง่าย

สิ่งนี้ส่งผลให้นิชิมูระ สามารถเป็นพระ ที่สามารถให้ความช่วยเหลือผู้คนได้โดยเป็นอิสระมากขึ้น โดยเฉพาะการที่เขาทำงานจิตอาสาให้กับชุมชน LGBTQ+ ด้วยการสอนแต่งหน้าให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ให้ได้ค้นพบตัวตนที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง เหมือนกับการที่เขาเองได้ค้นพบเอกลักษณ์ในตัวตนของเขาจากการศึกษาพุทธศาสนา ในฐานะพระผู้ที่รักในพุทธศาสนาและมีความเชี่ยวชาญในการแต่งหน้าในเวลาเดียวกัน

“ฉันอยากจะให้ผู้คนได้รู้ว่าการเป็นพระไม่ได้หมายความว่าคุณต้องใช้ชีวิตอย่างเข้มงวดอยู่ในกรอบ แต่มันคือการที่คุณซื่อสัตย์กับตัวเองและการที่คุณทำในสิ่งที่คุณคิดว่าถูกต้อง การมีความสุขนั้นสำคัญกว่าพิธีรีตอง ข้อบัญญัติ หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่อาจทำให้คุณไม่อาจมีความสุขได้ ฉันอยากจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ ได้รู้ว่าพวกเขาสามารถเป็นตัวของพวกเขาเองได้ ผ่านการทำในสิ่งที่ฉันรัก”

นอกจากพระนิชิมูระแล้ว ยังมีพระอีกมากมายที่ปรับการเผยแผ่ศาสนาและช่วยเหลือผู้คน โดยการใช้วิธีที่ทันสมัย เข้ากับบริบททางสังคม และเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น เช่น Gyosen Asakura (เกียวเซ็ง อาซาคุระ) อดีตดีเจที่หันมาเป็นพระ และใช้เพลงเทคโนมาผสมกับบทสวด พร้อมใช้แสงนีออนสีฉูดฉายมาฉายลงพระพุทธรูป เพื่อดึงดูดให้คนรุ่นใหม่หันเข้าวัด และสนใจในพุทธศาสนามากขึ้น

แม้ว่าตอนแรก ๆ พระนิชิมูระจะมีความกังวลในการแสดงออกทางเพศของตนเองในฐานะพระ จนทำให้เขาคิดว่าอาจจะทำให้เกิดภาพที่ดูไม่ดีหรือไม่เหมาะสมเกี่ยวกับศาสนาพุทธในญี่ปุ่นได้ แต่พระอาจารย์บอกกับเขาว่า จุดประสงค์ของการมีพระ LGBTQ+ ในศาสนาพุทธคือการทำให้ทุก ๆ คนรู้ว่า ‘ไม่ว่าคุณจะเป็นเพศไหน คุณก็สามารถได้รับการช่วยเหลือได้’ และถ้าพระนิชิมูระสามารถทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้คนได้ เพศวิถี และลักษณะภายนอกของเขาก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด

จากการบวชพระของนิชิมูระ สะท้อนให้เห็นถึงความเปิดกว้างในระดับหนึ่งของศาสนาพุทธในบริบทของสังคมญี่ปุ่นที่ LGBTQ+ สามารถเข้ารับการฝึกฝนมาเป็นพระ เพื่อช่วยเหลือผู้คนในสังคม ในเมื่อจุดประสงค์ที่มีร่วมกันของทุก ๆ ศาสนาคือการช่วยให้ศาสนิกชนพ้นทุกข์ ดังนั้นคงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อยหากศาสนาอื่น ๆ หรือศาสนาพุทธนิกายอื่น ๆ นั้นเปิดโอกาสให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศที่มีจิตกุศลที่ดีอย่างพระ โคโดะ นิชิมูระ เข้ามาเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่จะทำให้ศาสนาเป็นที่พึ่งทางจิตใจ และการใช้ชีวิตของทุก ๆ คนอย่างเท่าเทียม และทั่วถึง

“ฉันไม่อยากจะวิจารณ์ หรือเปรียบเทียบกับศาสนาใด ๆ แต่อย่างน้อยฉันก็อยากให้ผู้คนได้รู้ว่า พุทธศาสนา มีอยู่เพื่อโอบอุ้มทุก ๆ เพศ คุณจะเป็นอะไรก็ได้ ทุก ๆ คนจะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน”

และทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของ ‘โคโดะ นิชิมูระ’ ผู้เป็นทั้งช่างแต่งหน้า เกย์ และ พระ ที่เชื่อมั่นว่าพุทธศาสนาพร้อมจะปฏิบัติต่อทุก ๆ เพศอย่างเท่าเทียมกัน

“ภาวนากับประชา” น้อมส่งครูผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งโพธิในชีวิตผู้คน

“ภาวนากับประชา” น้อมส่งครูผู้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งโพธิในชีวิตผู้คน

บทสัมภาษณ์โดย THANYA วัชรสิทธา


ในวันที่ครูคนหนึ่งจากไป เราจึงได้ตระหนักว่า เมล็ดพันธุ์ที่เขาถูกปลูกทิ้งไว้กระจายไปงอกงามมากมายและกว้างไกลแค่ไหน

หากคุณทำงานในแวดวงศาสนา จิตวิญญาณ การศึกษาทางเลือก พุทธศาสนาเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม กระบวนกร กระบวนทัศน์ใหม่  ถึงแม้คุณจะไม่เคยเจอเขาตัวเป็นๆ แต่อย่างน้อยที่สุดคุณจะต้องเคยได้ยินชื่อ “ประชา หุตานุวัตร” และมีความเชื่อมโยงกับเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 

วันนี้ที่อาจารย์ประชาจากไปมีความสำคัญไม่แพ้วันที่เขายังมีชีวิตอยู่ มันเป็นดั่งหมุดหมายต่อชีวิตของผู้คนที่เกี่ยวข้อง ช่วงเวลาแห่งการอาลัยและรำลึกถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา แรงบันดาลใจที่มีร่วมกัน และการสานต่องานที่ยังไม่สิ้นสุด

จุดสิ้นสุดการเดินทางของอ.ประชา เป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะสำคัญ
คุยกับ พระอั๋น เอกวีร์ มหาญาโณ

“ยุคสมัยของเราเป็นยุคสมัยที่คนที่มองหาสิ่งใหม่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันบางอย่าง มีคนบางคนที่มีน้ำหนักต่อคนจำนวนมาก เวลาที่เกิดจุดเปลี่ยนขนาดใหญ่ในชีวิตของเขา ก็จะส่งผลสะเทือนต่อผู้คนเป็นวงกว้าง”

“การที่ อ.ประชา จากไปในช่วงเวลานี้มีนัยสำคัญ เช่น กลุ่มเพื่อนประชา เพิ่งจัดงานรำลึก มีการรวมรวม ทบทวนทุกอย่างที่คนคนหนึ่งได้บุกเบิกวงการจิตวิญญาณในสังคมไทย งานนี้จัดในบ่ายวันที่ 12 พฤษภาคม วันสุดท้ายก่อนที่อ.ประชาจะจากไป เหมือนเรื่องบังเอิญที่ อ.ประชาก็ป่วยมานาน แต่ ณ วันที่เพื่อนๆ ตัดสินใจจัดงานรำลึกผลงานและส่งกำลังใจให้ ซึ่งในวันนั้น อ.ประชา ก็ได้ฟังด้วย เป็นจังหวะเวลาที่จู่ๆ ก็แข็งแรงขึ้นมาฟังได้ รับรู้ได้ เมื่อจบการย้อนระลึกคุณความดีที่ได้ทำมาตลอดทั้งชีวิต อ.ประชาก็จากไปอย่างสงบ”

“เป็นวันเดียวกับที่มีอีกกลุ่มตั้งใจทำเรื่องการมองความตายอย่างไม่ปฏิเสธ กลุ่ม peaceful death เขาทำเรื่องชุมชนกรุณา ก็เป็นวันเดียวกับที่อ.ประชาจากไป เหมือนเป็น blessing ให้งานดำเนินต่อไปข้ามภพภูมิ เหมือนอาจจะมีรุ่นพี่เราไปรอช่วยอยู่อีกฝั่งหนึ่งก็ได้นะ”

“การเปลี่ยนผ่านพลังงานก้อนใหญ่ของสังคมในทางการเมืองก็เป็นช่วงเดียวกัน อ.ประชาเสียชีวิตหนึ่งวันก่อนการเลือกตั้ง”


เมล็ดพันธุ์ที่พร้อมจะงอกงาม สู่การเดินทางต่อไปข้างหน้า

มีนิมิตหมายของการเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เรารู้สึกว่ามันสัมพันธ์กัน วันแรกที่เรามานั่งอยู่ในงาน มีคำพูดคำนึงผุดขึ้นมาในใจ นั่นคือคำว่า “รับไม้ต่อ” ซึ่งไม่ใช่คนคนเดียวที่จะรับไม้ต่อได้ เหมือนมีคนที่กรุยทางมา ได้เปิดทางมา และถึงช่วงเวลาที่เราจะรับไม้ต่อ”

“ในความรู้สึกของเรา ราวกับว่าบทตอนของยุคสมัยนึงกำลังเริ่มปิดตัวไป อาจไม่ทั้งหมด แต่บทต่อไปแห่งการงอกเงยของยุคสมัยถัดไปกำลังก่อตัวขึ้น เรารู้สึกว่ามันเป็นนิมิตหมายที่ร้อยเรียงไปในทุกๆ มิติ ทั้งสังคม การเมือง ทั้งเทคโนโลยี ทั้งชุมชน ทั้งกลุ่มคนที่สนใจเรื่องจิตวิญญาณ”

“คุณค่าของชีวิตกำลังจะถูกนิยามขึ้นใหม่ มันเกิดขึ้นไปแล้วล่ะ แต่ยังไม่ถูกนิยามใหม่อย่างชัดเจนว่าคุณค่าของชีวิตจริงๆ คืออะไร เรารู้สึกว่ายุคนี้ คนที่สนใจมิติทางจิตใจได้เดินบนเส้นทางมาพอสมควร และก็พร้อมที่จะเปลี่ยนจากผู้ลองเดินมาเป็นผู้รู้ทาง แม้จะยังไม่เป็นผู้สุดทาง แต่เหมือนเราเริ่มมีรุ่นพี่ที่รู้ทางมาประมาณนึงกรุยทางไว้ให้บ้างแล้ว เราจะมาค้นหาคุณค่าการดำรงอยู่ร่วมกันของพวกเราในยุคนี้ จากการแบ่งปันกัน มันจะไม่ได้เป็นคุณค่าเดียว หรือคนเดียว ไม่ว่าใครจะมีคุณค่าแบบไหน เรามาหาวิธีในการอยู่ร่วมกัน เป็นยุคแห่งการหลอมรวมเข้าด้วยกัน เป็นการสานต่อเส้นทางจากผู้ที่เดินมาก่อน”

ครูจะยังดำรงอยู่และให้พร

“การจากไปของอ.ประชาคล้ายๆ กับเหตุการณ์ครอบครัวใหญ่ที่พ่อเสีย แล้วลูกหลานก็กลับมานั่งคุยกันว่าพ่อทิ้งมรดกอะไรไว้ให้บ้าง เราไม่ได้บอกว่าพี่ประชาเป็นพ่อของแผ่นดินอะไรอย่างนั้นนะ แต่ในความหมายว่าครูที่เราเคารพนับถือ เขาทิ้งอะไรไว้ให้พวกเราบ้าง ผู้คนที่เคยเรียนรู้กับอ.ประชา ได้มาใคร่ครวญ ทบทวน และแบ่งปันกันว่า บทเรียนชีวิตที่เราได้รับจากชีวิตคนคนนี้มีอะไรบ้าง เขาทิ้งอะไรไว้ให้พวกเราได้สานต่อบ้าง อะไรที่เวิร์ค อะไรที่ไม่เวิร์ค เห็นพี่ประชาดื้อทำแล้วไม่สำเร็จก็ไม่ต้องเอามา ให้มันเป็นบทเรียน เป็นโอกาสที่เหล่าลูกศิษย์หรือเพื่อนทางจิตวิญญาณจะได้มาแลกเปลี่ยนกัน แล้วก็เติบโตจากการตายของเขา”

“เราว่าพี่ประชาไม่ได้หายไปไหน อยู่ในทุกอณูการเติบโตทางจิตวิญญาณของทุกคน และคงไปทำหน้าที่ปกปักรักษาอยู่ข้างบน และเป็นกำลังใจให้พวกเราเดินทางกันต่อ”

ในงานศพของอ.ประชา โอกาสที่ผู้คนจะได้มาส่งครูเป็นครั้งสุดท้าย วันที่สามของงานศพที่วัดทองนพคุณ คลองสาน มีการจัดงาน “ภาวนากับประชา” ที่ชวนทุกคนมาร่วมภาวนา นำโดย อัญชลี คุรุธัช และ ณฐ ด่านนนทธรรม และสวดมนตร์บทสุขาวดี นำโดยอ.กฤษดาวรรณ อ.เยินเต้น และสมาชิกสังฆะพันดารา ที่ให้ทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งครูด้วยความรัก


“แล้วเรามาภาวนากันอีก”
สนทนากับ วิจักขณ์ พานิช

“ก่อนที่พี่ประชาจะเสีย เรามีโอกาสได้ไปเยี่ยมและนำภาวนาให้พี่ประชาสองสามครั้ง วันสุดท้ายก่อนที่พี่ประชาจะไป เราได้ไปนำภาวนาให้แกอีกรอบ วันนั้นแกดูดีมาก หน้าตาสดใส แก้มเป็นสีชมพูเลย เป็นวันเดียวกับที่มีการจัดงานให้พี่ประชาที่สวนโมกข์กรุงเทพฯ มีการส่งความรักความปรารถนาดีถึงแก ก่อนจะจากกันวันนั้นเราบอกพี่ประชาว่า “เดี๋ยวผมจะมาภาวนากับพี่อีก” เลยรู้สึกว่าการได้จัด “ภาวนากับประชา” วันนี้ เหมือนได้มาทำตามสัญญา ได้มาภาวนากับแกอีกครั้งนึง”


การภาวนา หนทางในการสื่อสารกับผู้ตายด้วยจิตอาลัย

“เมื่อผู้ที่ล่วงลับจากร่างนี้ไป จะเกิดกระบวนการที่ดวงจิตคลี่คลายตัวเองไปสู่ธรรมชาติเดิม และไปสู่การเกิดใหม่ ซึ่งในธิเบตเขาเรียกว่าช่วง “บาร์โด” หรือช่วงเปลี่ยนผ่าน เป็นช่วงที่จิตจะเปิดกว้างและอ่อนไหวต่อการรับรู้ที่สุด ช่วงนี้แหละเป็นโอกาสของการอาลัย คำว่า “อาลัย” ในพุทธศาสนา เป็นวิญญาณหรือจิตรับรู้ที่อยู่ลึกที่สุด เดิมอยู่ในร่างกายในระดับจิตใต้สำนึก แต่เมื่อร่างกายไม่มีแล้ว อาลัยวิญญาณก็จะทำงานพ้นไปจากร่างกาย ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้เป็นช่วงสำคัญที่ดวงจิตเองจะได้ทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมา และญาติมิตรที่สัมพันธ์กับผู้ตายก็มีโอกาส “อาลัย” ด้วยเช่นกัน เราสามารถเชื่อมโยงกับดวงจิต ส่งกำลังหนุนนำจิตให้เดินทางต่อไปยังภพภูมิที่ดีด้วย gratitude ด้วยความรัก และด้วยการให้อภัยต่อเขา ช่วงเวลาแห่งการอาลัยคือ โอกาสในการระลึกถึงคุณงามความดี การขออโหสิกรรม การภาวนา และอุทิศบุญกุศลให้ผู้ตาย ซึ่งช่วงนี้ จิตอาลัยจะสามารถเปิดรับรู้กันได้อย่างเต็มที่ทั้งสองทาง”

“ฉะนั้นในงานศพ หากมีช่วงเวลาให้ได้อยู่กับความนิ่งสงบ ได้ภาวนา หรือระลึกนึกถึงผู้ตายด้วยจิตที่เป็นกุศล จิตที่ภาวนา จะมีพลังมาก ส่งผลดีต่อทั้งผู้ตายและต่อตัวเราเองด้วย แทนที่เราจะไปงานศพไปนั่งคุยกัน พูดอะไรกันก็ไม่รู้ หรือนั่งฟังพระเทศน์เบลอๆ การที่เราหยุดนิ่งและอยู่กับผู้ตาย อยู่กับพื้นที่ของงานราวกับผู้ตายอยู่ตรงนั้น เราว่าแบบนี้จะเป็นการสื่อสารที่ดีที่สุดและได้ประโยชน์สูงสุดจากการมางานศพ”


ประชา หุตานุวัตร ชีวิตอันเป็นภาพใหญ่ที่เบิกทางให้ยุคสมัยต่อไป

“โอเค พี่ประชาก็มีสองด้าน ด้านที่เป็นผู้ชายมุทะลุ เลือดร้อน เป็นมาร์กซิส เป็นคนที่อาจจะเรียกได้ว่าดื้อมากๆ หลายคนอาจจะไม่ชอบด้านนี้ของเขา บางคนอาจเคยมีปัญหากับนิสัย วิธีคิด พฤติกรรมอะไรบางอย่างของพี่ประชา ซึ่งการกระทบกระทั่งในระดับตัวตนมันก็เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เราคิดว่า ประชา หุตานุวัตร ในส่วนลึกที่สุด ในระดับที่เป็นเจตจำนง แรงบันดาลใจ หรือสิ่งที่เป็นสมาธิในดวงจิตของเขา คือแสงสว่างและความดีงามแน่นอน ไม่ว่าพี่ประชาในฐานะศิษย์ใกล้ชิดของอาจารย์พุทธทาส เคยบวชอยู่หลายปี ทำบทสัมภาษณ์ชิ้นเลิศที่ชื่อว่า “เล่าไว้เมื่อวัยสนธยา” งานแปล งานกระบวนกร งานภาวนาเพื่อสังคม การนำครูบาอาจารย์ที่น่าสนใจในสายปฏิบัติต่างๆ เข้ามาในประเทศไทย การเชื่อมโยงกับกลุ่มต่างๆ ที่ทำงานเพื่อความเป็นธรรม การรับใช้อาจารย์สุลักษณ์ การตั้งสถาบันการเรียนรู้ หลักสูตรต่างๆ เพื่อฝึกฝนผู้คน ฯลฯ ถ้าเรามองชีวิตของ ประชา หุตานุวัตร ในภาพใหญ่ทั้งหมด เราจะเห็นสิ่งที่งดงามและทรงพลังมากๆ เป็นสิ่งที่พิเศษมากๆ ที่คนคนหนึ่งจะมีความมุ่งมั่นในการทำสิ่งที่ดีแก่ผู้คนและโลกใบนี้ได้ขนาดนี้”

“พี่ประชาเป็นบุคคลที่มีคุณูปการมากต่อพุทธศาสนาแบบฆราวาส การนำเสนอกระบวนทัศน์ใหม่ หรือการเคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณที่มีผลต่อการสร้างความตื่นรู้ทางสังคม พี่ประชาทิ้งอะไรไว้เยอะมาก และมันส่งผลต่อคนรุ่นเราและรุ่นใหม่ๆ ที่ตามมา ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้”

“อยากให้ตระหนักว่า เวลาคนเรามีปณิธานในการทำอะไรเพื่อผู้อื่น มันเป็นภาพที่ใหญ่มาก ให้มองภาพใหญ่ๆ เข้าไว้ ไม่ได้จบในชีวิตเดียวด้วย มันอาจจะเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว แต่มันสะเทือนจริงๆ นะ มันสร้างแรงกระเพื่อมจริงๆ จากอาจารย์พุทธทาส จากอาจารย์สุลักษณ์ ถึงพี่ประชา ถึงคนรุ่นเรา ถึงคนรุ่นถัดไป มองภาพใหญ่นี้ไว้ มันเป็นข้อเตือนใจว่าทุกสิ่งเอื้ออิงอาศัยกัน ชีวิตของคนคนหนึ่งสามารถทำอะไรที่เป็นแรงกระเพื่อม สร้างความเปลี่ยนแปลง ออกดอกออกผลได้มากมาย และบ่อยครั้งอาจต้องตายก่อนถึงจะได้เห็น ดังนั้นอย่าทดท้อ ทำเต็มที่ที่สุดที่จะทำได้” 

“มันยังทำให้เห็นว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์ชีวิตนึงนั้นมีค่ามากๆ แต่ละวินาทีที่มีชีวิตอยู่ก็ใช้มันให้เต็มที่ พี่ประชาเป็นคนที่เห็นคุณค่าของการภาวนา เป็นภาวนาที่ไม่แยกขาดจากการทำงานเพื่อสังคม ภาวนาเพื่อเป็นพลังในการยังประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ เราไม่รู้หรอกว่าอริยบุคคลหน้าตาเป็นยังไง แต่พี่ประชาเป็นคนนึงที่สร้างแรงบันดาลใจให้เรา เป็นตัวอย่างของคนที่เดินบนเส้นทางนี้ที่มีคุณค่า มีความงาม และเป็นผู้ประเสริฐ”


ขอขอบคุณภาพถ่ายโดย CHIRO

ต่าง ‘Gen’ต่างใจ! คลี่ปมวิวาทะร้อน ‘การเมือง’

ต่าง 'Gen'ต่างใจ! คลี่ปมวิวาทะร้อน 'การเมือง'

เปิดผลการศึกษามุมมองทางสังคมและ “การเมือง” ของวัยรุ่น ที่แสดงให้เห็นว่าต่าง “Gen” ก็ต่างความคิด วัยรุ่นยุคนี้ไม่ได้ก็อปปี้ความคิดจากพ่อแม่อีกแล้ว และไม่มีทางที่จะเป็นเช่นนั้น

เราไม่ควรวาดหวังด้วยพู่กันเบอร์เดียว 

………………………………………..

เชื่อว่าคนวัยผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยที่มีอารมณ์ร่วมกับเหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงนี้ ไม่พอใจการเคลื่อนไหวของนักเรียนนักศึกษาเอามากๆ ทำให้เราได้เห็น การด่าทอ ตำหนิติเตียน บางคนลุกลามไปถึงการข่มขู่ อาฆาต อยู่เกลื่อนโซเชียลมีเดีย

ความขัดแย้งทางความคิดและการแสดงออกทางการเมืองในวันนี้ ทำให้สังคมไทยได้เห็นภาพของการแบ่งรุ่น แยกวัย แตกความคิด อย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งยืนยันสถานะของตัวเองที่มีมาแต่ดั้งเดิม ขณะที่อีกฝ่ายยึดมั่นในสิทธิของการเป็นมนุษย์ที่สามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้

ไม่ต้องสงสัย ฝ่ายแรกคือคนวัยผู้ใหญ่ รุ่นพ่อรุ่นแม่ เรามักจะอ้างเสมอว่าการได้รับบทบาทหน้าที่ของการเป็นพ่อเป็นแม่นั้น คือการเป็นผู้ให้หรือผู้หยิบยื่นสิ่งดีๆ ให้กับลูก ไม่เว้นแม้คำสั่งสอน ลูกจะต้องเชื่อฟังโดยดี เพราะทุกๆ คำสอนมีแต่เรื่องดีๆ ที่ได้มาจากความรู้และประสบการณ์มานับไม่ถ้วน ดังนั้นจงอย่าปฏิเสธในสิ่งที่พ่อแม่สอน

ขณะเดียวกันผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย มักอ้างสิทธิของความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ใครหรือผู้ใดมาแตะต้อง เปลี่ยนแปลงหรือรื้อสร้างสิ่งที่ตัวเองเชื่อมาแต่เดิม ก็จะแสดงออกดังปีศาจร้ายขึ้นมาทันที

ฝ่ายคนรุ่นใหม่นั้น ดังที่เราเห็นกัน คือแรงดี มีอารมณ์ร่วมสูง เสียงดัง พูดชัด ข้อเสนอง่ายๆ ตรงๆ ไม่ต้องตีความให้เยิ่นเย้อเสียเวลา ซึ่งความแรงเหล่านี้เองที่ชวนให้เกิดอาการหมั่นไส้ในหมู่คนรุ่นเก่าๆ ทั้งหลาย ที่ไม่เข้าใจว่าจะออกมาเรียกร้องทำไมกัน

การด่าทอว่า “ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน” หรือ “ถ้าพวกแกคิดได้แค่เสี้ยวหนึ่งอย่างพ่ออย่างแม่ ก็คงไม่เป็นแบบนี้” ซึ่งคำพูดเหล่านี้มาจากข้อสันนิษฐานที่เราเชื่อต่อๆ กันมาว่า ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น รวมถึงความคิดอ่าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคมหรือการเมือง มักได้รับการถ่ายทอดจากพ่อแม่ของตัวเอง

ถ้าเป็นเมื่อก่อน หรือกับคนรุ่นพ่อสมัยยังเป็นวัยรุ่นนั้น ข้อสันนิษฐานนี้ยังใช้ได้ หรือถ้าย้อนไปซัก 10 ก่อนก็ยังคงใช้ได้อยู่ ดังเช่นการสำรวจมุมมองทางสังคมและการเมืองของวัยรุ่นอเมริกัน โดย Gallup เมื่อปี 2005 พบว่า 1 ใน 5 (21 เปอร์เซ็นต์) บอกว่าพวกเขาเป็นลิเบอรัลมากกว่าพ่อแม่ และอีก 7 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าเป็นพวกอนุรักษ์นิยม ขณะที่วัยรุ่น 7 ใน 10 คน (71 เปอร์เซ็นต์) กล่าวว่า อุดมการณ์ทางสังคมและการเมืองของพวกเขาเหมือนกับพ่อแม่

แต่เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี อะไรๆ ก็เกิดการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้องค์ความรู้ต่างๆ หาได้ง่ายๆ

American Sociological Review จึงนำเสนอรายงานการสำรวจเมื่อปี 2015 พบว่าวัยรุ่นมากกว่าครึ่ง ไม่รับรู้หรือสัมผัสถึงอุดมการณ์ทางการเมืองของผู้เป็นพ่อแม่ได้เลย หรือพูดง่ายๆ วัยรุ่นยุคปัจจุบัน ไม่สนใจอีกต่อไปว่าพ่อแม่ของตัวเองจะมีอุดมการณ์แบบไหน

การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าวัยรุ่นไม่ได้ก็อปปี้ความคิดจากพ่อแม่อีกแล้ว เพราะพวกเขาเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ได้หลากหลายช่องทาง พวกเขาจึงมีความเป็นตัวของตัวเองสูง สามารถติดตั้งกรอบคิดของตัวเอง และเมื่อถึงจังหวะจึงแยกตัวออกจากพ่อแม่ด้วยวิธีการที่พวกเขาเลือกเอง

อย่างไรก็ตามในรายงานฉบับดังกล่าว ได้ให้ข้อเสนอแนะว่า การปฏิเสธที่จะเป็นอย่างพ่ออย่างแม่ หรือการค้นหาตัวตน ล้วนเป็นเรื่องธรรมชาติของการเจริญเติบโต หากลูกๆ ของคุณ เติบโตมาเป็นแบบนี้ พ่อแม่ต้องภูมิใจในตัวเอง ว่าเลี้ยงลูกมาถูกทางแล้ว

เหตุนี้ “เพียงเพราะพวกเขายังเด็ก จึงไม่ใช่เหตุผลว่าสิ่งที่พวกเขาเชื่อนั้น ผิดโดยอัตโนมัติ ซึ่งการยอมรับฟังในเสียงของคนหนุ่มสาวเป็นสิ่งสำคัญ เราไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อพวกเขาเพียงเพราะอายุ

แม้การศึกษานี้ เป็นของคนฝากฝั่งอเมริกา แต่สามารถนำมาอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเราได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยคำว่า “เบ้าหลอม” ที่ใช้กันบ่อยๆ เพื่อให้เด็กๆ และเยาวชนคนรุ่นใหม่อยู่ในรูปในรอยอย่างผู้ใหญ่ต้องการนั้น อาจจะต้องทบทวนกันใหม่ ว่ามีสิ่งใดที่เหมาะกับยุคสมัยบ้าง

ผู้ใหญ่อย่าได้หลอกตัวเองเลยว่าเก่ง เด็กๆ รุ่นใหม่เก่งกว่าเราเยอะมาก หากนึกไม่ออกว่าเก่งอย่างไร ก็ลองนึกถึงวันที่สอนการบ้านลูก เชื่อว่าพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย ต้องอยู่ในอาการตะลึง นึกไม่ถึงว่าลูกตัวเองจะเรียนอะไรขนาดนี้ และแน่นอน! เราช่วยลูกแก้โจทย์ยากๆ แบบนี้ ไม่เคยได้

ยังไม่นับรวมการใช้แอพพลิเคชั่นยากๆ บนโทรศัพท์มือถือ หรือการตัดต่อวิดีโอที่ทำได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาได้ยากมากๆ ในคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันแล้ว เรื่องพวกนี้ คือทักษะพื้นฐานมากๆ

ดังนั้นช่วงเวลานับจากนี้ จึงเป็นเวลาของพวกเขา ผู้ใหญ่เป็นเพียงอดีตที่ให้เด็กๆ ได้ก้าวผ่านและเรียนรู้ เราจึงไม่ควรวาดหวังในตัวเด็กๆ หรือลูกๆ ของเราด้วยพู่กันเบอร์เดียว เพราะมันไม่เข้ายุคเข้าสมัย และไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตในอนาคตของพวกเขา

ต่อไปข้างหน้า เราไม่มีทางรู้ได้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน การโอบกอดโลกใบเก่าที่ผุพังและไม่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนรุ่นต่อไป นับเป็นการเห็นแก่ตัวอยู่ไม่น้อย ทั้งๆ ที่รักษาไว้ก็หาใช่จะได้ประโยชน์อะไร วันๆ ได้แต่นับถอยหลังรอวันจากไป-แค่นั้น

หนทางที่สวยงามและพึงทำ คือการประคับประคองเด็กๆ ของเราให้มีก้าวย่างที่มั่นคง รับฟังพวกเขาอย่างมีวุฒิภาวะ พูดคุยและแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์

อนาคตเป็นของพวกเขา เราคือผู้เฝ้ามอง

“อยากรู้ว่าอะไรมีความสุข” พลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิตศึกษาศาสนา

"อยากรู้ว่าอะไรมีความสุข" พลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิตศึกษาศาสนา

“ทุกวันนี้คนเราทำบุญไม่ได้ทำเพื่อขัดเกลาจิตใจตัวเอง แต่ทำเพื่อหวังอะไรบางอย่าง การทำบุญคือการบริจาค การสละ เพื่อคนที่มีความทุกข์ลำบากมากกว่า คนจนก็จนไป คนทำบุญพระก็รวยไป ต้องยอมรับว่าอดีตพระไม่สะสมเงินทอง ทรัพย์สินกระจายไปสู่คนลำบาก สวนทางกับปัจจุบันคนทำบุญหนึ่งอยากจะเอาล้าน ส่วนพระรับมาสิบ ก็อยากจะได้ร้อยได้พัน จึงกลายเป็นเรื่องธุรกิจทางศาสนา แล้วพระใช้ศาสนาหากินหรือเปล่า”

สําหรับ วิจักขณ์ พานิช ผู้ตัดสินใจพลิกเปลี่ยนเส้นทางชีวิต ทดลองค้นหาตัวเองด้วยการศึกษาระดับปริญญาโท “ประวัติศาสตร์ศาสนา” ที่สถาบันนาโรปะ แหล่งศึกษาทางศาสนาที่รัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่มีแรงบันดาลใจในเรื่องของการเรียนรู้ด้านในและวิถีพุทธธรรมในโลกสมัยใหม่ ซึ่งทำให้ค้นพบวิถีการตีความศาสนาแบบใหม่ที่ให้อิสรภาพมนุษย์ในการเลือกเส้นทางแห่งการหลุดพ้นอย่างเป็นตัวของตัวเองถึงที่สุด

มีคำถามว่าอะไรเป็นแรงขับเคลื่อนให้หันมาสนใจศึกษาเรื่องศาสนา วิจักขณ์ สะท้อนความคิดว่า ทุกคนตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตตัวเองทุกคน ว่าจะทำอย่างไรให้ชีวิตมีคุณค่า จึงต้องหันมาดูตัวเองว่าติดขัดหรือมีปัญหาเรื่องไหน หรือว่าสับสนตัวเองอยู่ ไม่อย่างนั้นคุณค่าของตัวเองคงไปไม่ไกล ดังนั้นเมื่อคิดว่ามีปัญหาก็ต้องเยียวยาเพื่อให้เข้าใจความสับสนของตัวเองมากขึ้น และอยากรู้ว่าอะไรมีความสุข แล้วสามารถแชร์ให้กับคนอื่นได้ นั่นมาจากคำถามในใจ

“เรียนโรงเรียน เรียนมหาวิทยาลัยมาหลายปีมันตอบไม่ได้เลยว่า เราคือใคร เราเกิดมาทำไม เรามีคุณค่าอะไร พอทำงานก็เริ่มคำนึงถึงเรื่องการอยู่รอด จึงเป็นคำถามของตัวเองมาโดยตลอด กระทั่งมีโอกาสไปเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กระทั่งเจอครู เจอพื้นที่การเรียนรู้บางอย่างที่ตอบโจทย์ส่วนนี้ได้ เลยรู้สึกว่าอยากจะสร้างพื้นที่แบบนี้ที่เมืองไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ของการเรียนรู้บางอย่างที่ทำให้คนได้มองเข้าไปภายในตัวเอง คลี่คลายคำถามเกี่ยวกับชีวิตแบบลึกๆ เป็นศาสนาที่ตอบคำถามว่า คุณทำอะไรแล้วมีความสุข แชร์กับคนอื่นได้ เลยกลายเป็นจุดที่มาของการทำงานลักษณะนี้”

ส่วนตัวคิดว่ามีคนที่ต้องเป็นอะไรแบบนี้จำนวนมาก คนที่มีความทุกข์ สับสน หาตัวเองไม่เจอ คนเหล่านี้ต้องการกัลยาณมิตร ต้องการคนที่คุยได้เหมือนเพื่อน มีความเป็นกันเอง คนที่คุยในทางมิติศาสนธรรมที่ไม่ใช่แบบศาสนากับศาสนา แต่เป็นแบบธรรมดาๆ เพื่อแชร์ประสบการณ์ แชร์ความทุกข์ของคนเหล่านั้น

วิจักขณ์ ยังบอกด้วยว่า จากการศึกษาเล่าเรียนฝึกเกี่ยวกับการภาวนา จึงมีการเปิดคอร์สสอนอบรมการภาวนา โดยใช้กระบวนการนั่งสมาธิภาวนามาช่วยเรื่องการขัดเกลาจิตใจ เยียวยาจิตใจ อย่างคนที่มีความทุกข์ ความเครียด เขาต้องการพื้นที่มาเยียวยาหรือต้องการผ่อนคลายปล่อยวางจากความคิด การโทษตัวเองให้อภัยตัวเอง มีความกรุณา มีความรักกับคนอื่นและรอบข้าง คนก็มาฝึกเรียนรู้

กลุ่มที่มาเรียนมีทุกช่วงอายุ ตั้งแต่วัยรุ่น กลางคน คนแก่ คนอายุ 70 ปี เป็นการเรียนลักษณะแบบการศึกษาผู้ใหญ่ใครก็สามารถมาเรียนได้ นอกจากนี้ทุกวันอาทิตย์จะเปิดบ้านพักส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า “ติโรปะ” ทำสมาธิภาวนา มีลูกศิษย์และคนทั่วไปที่สนใจและเปิดรับความหลากหลายทางศาสนา และต้องการภาวนามาปฏิบัติกันพอสมควร

วิจักขณ์ เผยอีกว่า เท่าที่ทำมารู้สึกมีความสุข ยืนยันไม่ต้องการชื่อเสียง แต่คิดว่าอยากจะเป็นแรงบันดาลใจฝึกให้คนทำแบบตนเพิ่มขึ้นอีก มีคนที่ฟังคนอื่นและสอนคนอื่นแบบเปิดกว้าง อยากเห็นครูที่มีจิตวิญญาณ อยากเห็นนักข่าวที่มีจิตวิญญาณ อยากเห็นหมอ พยาบาลมีจิตวิญญาณ มาใช้ในชีวิตจริง ซึ่งมีความหวังมากๆ เนื่องจากมีคนสนใจเรื่องเหล่านี้เยอะ เพราะคนเริ่มเหนื่อยหน่ายกับ “ศาสนาพุทธรูปแบบเดิม” คนเลยหาทางเลือกในหลากหลายแบบเพิ่มขึ้น

สำหรับเรื่องการศึกษา วิจักขณ์ มองว่า ถ้าเรามีจิตใจเปิดกว้างรับฟังคนอื่น ก็จะเป็นพื้นที่ที่ดีมากในทางการศึกษา โดยไม่ยึดมั่นอยู่ในกรอบของตัวเอง และเปิดกว้างกับความเป็นไปได้อื่นๆ อยู่เสมอจนไปสู่การแลกเปลี่ยนแบบพลวัต

ปัจจุบัน วิจักขณ์ รับบท “เรือจ้าง” สอนพิเศษอยู่ที่วิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ส่วนใหญ่สอนระดับ ปริญญาตรี ส่วนวิชาที่สอนจะเกี่ยวข้องกับวิถีพุทธธรรมในโลกสมัยใหม่ พุทธศาสนากับสังคมสมัยใหม่ จิตวิทยากับพุทธศาสนา เจ้าตัวบอกว่า เป็นอาจารย์สอนหนังสือมาหลายปีและยังได้รับเชิญไปสอนตามมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ฯลฯ หรือแม้แต่การได้รับโอกาสไปบรรยายพิเศษมานับไม่ถ้วน

นอกจากนี้ยังเป็นคอลัมนิสต์ให้กับมติชน นิตยสาร way และทำหนังสือ แปลหนังสือ เป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์ ปลากระโดด ซึ่งจะพิมพ์หนังสือที่เกี่ยวข้องกับมิติทางจิตวิญญาณ แปลผลงานจากตะวันตกให้เห็นว่า ศาสนธรรม ศาสนาพุทธ เปิดกว้างและหลากหลายได้ขนาดไหน

ทว่าด้วยความเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาการวิพากษ์วิจารณ์อาจไม่เข้าหูเข้าใจคน จนมองตัวของ วิจักขณ์ ไม่เข้าใจเรื่องศาสนาอย่างแท้จริง เรื่องนี้ วิจักขณ์ สวนตอบด้วยน้ำเสียงเข้มแข็งว่า “ผมไม่แคร์” เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของพุทธธรรม ไม่มีใครเป็นเจ้าของพระพุทธเจ้า สำหรับคนที่คิดว่าเป็นเจ้าของศาสนาแล้วต้องปกป้องศาสนาของเขาเอง และการที่คิดว่าแสดงความคิดเห็นที่เห็นต่าง มีจินตนาการที่แตกต่างเป็นการเรื่องการทำลายศาสนา

“ผมว่ามันเป็นปัญหาของเขาไม่ใช่ปัญหาของผม เพราะผมคิดว่าอยู่ในสังคมประชาธิปไตยที่รองรับเสรีภาพในการนับถือศาสนาและคิดว่างานที่ผมทำเป็นงานสร้างสรรค์ไม่ใช่ทำลาย และผมไม่มีอำนาจไปบังคับใครให้เชื่อตามผม ผมมีแค่สติปัญญา และสองมือในการทำงานเชิงสร้างสรรค์”

วิจักขณ์ เล่าต่อว่า อย่างน้อยสิ่งที่สอนและทำก็เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่สนใจศาสนา เปิดจินตนาการ ก็เหมือนตนเป็นพระป่า เดินร่อนเร่ ไม่มีสำนักอะไร แต่ว่าพบปะผู้คนตลอด ซึ่งมองว่าพลังศาสนธรรมจะเกิดขึ้นจากตัวปัจเจกบุคคล พลังการตื่นรู้

ภาพใหญ่ในศาสนาพุทธของไทย เป็นแบบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เหนือมนุษย์ ดังนั้นเวลาคนเข้าหาศาสนาพุทธส่วนใหญ่ก็ไปกราบไหว้พระพุทธรูป ขอหวย กราบไหว้หลวงพ่อที่มีพลังวิเศษดูจิตได้ แก้กรรมได้ และสภาพแบบนี้ทำให้เกิดพระอลัชชี มากกว่าดึงดูดพระที่ดี

“คุณไม่อยากเป็นเหรอ คุณห่มผ้าเหลืองเวลาคุณพูดอะไรทุกคนเชื่อหมดเลย วางตัวให้สุขุม นั่งสมาธิให้ได้นานๆคนก็มากราบคุณ หรือพูดอะไรให้ดูดีนิดนึง ก็กลายเป็นเซเลบขึ้นมา เงินก็ไม่รู้เท่าไหร่ คุณไม่อยากเป็นเหรอ ใครๆก็อยากเป็น มันง่าย”

วิจักขณ์ ย้ำว่า ตนไม่ได้ทำร้ายใคร งานที่ทำมันพิสูจน์ตัวเอง แล้วตัวพุทธธรรมแบบนี้ ถ้าเรามองในมุมที่กว้างจะเห็นเลยว่า สิ่งที่ตนพูดมันนิดเดียว หากเทียบกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ศาสนาพุทธที่เปิดกว้างหลากหลาย เกิดขึ้นในตะวันตก อินเดีย เวียดนาม ญี่ปุ่น เต็มไปหมด เชื่อว่าคนที่มองต่างมีปัญหาความคับแคบของตัวเอง ไม่ใช่ปัญหาของตนที่เปิดกว้าง คนที่เรียนกับตนจะรู้เองว่าสิ่งที่สอนมันใช้ได้จริงหรือไม่

เพราะงอกเงยทางศาสนธรรมหรือที่เรียกว่า Spirituality หรือคุณค่าทางจิตวิญญาณ จะสอดคล้องกับชีวิตของผู้คนสมัยใหม่ “ไม่มีใครสนใจแล้วเรื่องศาสนา แต่เขาสนใจเรื่องจิตวิญญาณ” ทำยังไงให้การดำเนินชีวิตมีแรงบันดาลใจ มีคุณค่า ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

“เตือนคนที่ทะเลาะกันวนเวียนความขัดแย้งทางศาสนา ขอให้ตระหนักมันไม่ได้เป็นความหวังของคนรุ่นถัดไป แต่คุณกำลังไปทะเลาะกับสิ่งมันจะตาย และสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องเลยกับคนรุ่นหลัง แล้วศาสนาพุทธแบบนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความทุกข์ของผู้คน เพราะฉะนั้นตัวศาสนาพุทธต้องตั้งหลักให้ดี” วิจักขณ์ ฝากถึงสังคม

พระยาอนุมานราชธน หัวหน้ากองวรรณคดีคนแรก

พระยาอนุมานราชธน หัวหน้ากองวรรณคดีคนแรก

Author : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์

พระยาอนุมานราชธน เป็นนักปราชญ์ และราชบัณฑิตของไทยที่ได้สร้างสรรค์ผลงานทางด้านวัฒนธรรมของไทยจำนวนหลายสาขานับเป็นการบุกเบิกงานด้านวัฒนธรรมของชาติทั้งทางด้านภาษาศาสตร์ โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และมานุษยวิทยา รวมทั้งการเผยแพร่วัฒนธรรมของไทยให้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวต่างชาติ และเป็นนักปราชญ์คนที่ 6 ของไทยที่องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ประกาศยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมระดับโลกในวาระครบรอบ 100 ปี ของพระยาอนุมานราชธนเมื่อ พ.ศ. 2531

ประวัติ

พระยาอนุมานราชธน เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2431 ในรัชกาลที่ 5 เป็นบุตรคนแรกในจำนวน 7 คน ของนายหลี หรือมะลิ และนางเฮียะ ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายจีนและเป็นชาวกรุงเทพฯ บรรพบุรุษทั้งทางฝ่ายบิดาและมารดาเป็นจีนนอกชาวแต้จิ๋ว ตามประวัติของท่านเล่าว่า ท่านเกิดที่เรือนไม้หลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ติดคูด้านใต้ของวัดพระยาไกร ในบริเวณโรงเลื่อยจักรบริษัทบอร์เนียว อำเภอยานนาวา จังหวัดพระนคร

เดิมนั้นพระยาอนุมานราชธนมีนามเป็นภาษาจีนว่า หลีกววงหยง ซึ่งเป็นชื่อที่ซินแสคนหนึ่งตั้งให้ หลังเป็นชื่อแซ่หรือชื่อสกุลกววงหยง เป็นชื่อตัว คำว่า “หยง” แปลว่า “ยั่งยืนมั่นคง” ตรงกับคำว่า “ยง” ในภาษาไทย ญาติผู้ใหญ่เรียกท่านว่ากลวงหยง หรือหยง และท้ายที่สุดกลายเป็นชื่อ ยง ซึ่งเป็นชื่อที่พระยาอนุมานราชธนคิดแปลงขึ้นเองเมื่อเข้ารับราชการ ส่วนนามสกุลได้รับพระราชทานว่า “เสฐียรโกเศศ”

ในวัยเยาว์ อายุราว 3-4 ปี ผู้ใหญ่ของท่านย้ายบ้านไปอยู่ในสำเพ็ง เพราะลาออกจากงานที่โรงเลื่อยจักรข้างวัดพระยาไกร ไปเข้าหุ้นกับชาติตั้งโรงรับจำนำในสำเพ็ง ท่านเล่าว่าในวัยเด็กท่านไว้เปียเช่นเด็กชาวจีนทั่วไป ต่อมาเมื่อครอบครัวย้ายไปอยู่ที่ปากถนนสาทรใต้ต่อถนนเจริญกรุง พระยาอนุมานราชธนได้อยู่ใน“สิ่งแวดล้อมทางสังคม” ที่ท่านคิดว่าเป็นการปั้นท่านในทางวัฒนธรรม โดยได้เห็นศาลเจ้าชาวแต้จิ๋ว ซึ่งมีคนจีนเข้าทรง และมีการแสดงหุ่นและงิ้วไหหลำด้วย

การศึกษา

พระยาอนุมานราชธนได้เข้ารับการศึกษาเมื่ออายุ 8-9 ปี ที่โรงเรียนบ้านพระยานานาจังหวัดธนบุรี ต่อมาจึงย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ พระยาอนุมานราชธนเรียนวิชาภาษาอังกฤษ มีผลการเรียนที่ดี รวมทั้งวิชาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ เมื่อเรียนชั้นประถมได้ปีหนึ่งในปีที่ 2 เลื่อนข้ามชั้นเตรียมไปเรียนชั้นหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่าแสตนดาร์ดวัน (Standard one)

ในวัยเยาว์นี้เอง พระยาอนุมานราชธนชอบอ่านหนังสือ ประกอบกับบิดาเป็นคนสะสมหนังสือ และเมื่ออ่านแล้วมักนำมาเล่าให้ลูกๆ ฟัง ในระหว่างรับประทานอาหารเย็น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับความเป็นนักปราชญ์ของพระยาอนุมานราชธนในเวลาต่อมา

ทำงาน

ในพ.ศ. 2448 พระยาอนุมานราชธนได้ลาออกจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ขณะที่ได้เลื่อนชั้น 4ไปอยู่ชั้น 5 เมื่ออายุ 17 ปี แล้วไปฝึกงานที่โอสถศาลารัฐบาล โดยฝึกผสมยาได้ประมาณ 2-3 เดือน แต่ไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยง พระยาอนุมานราชธนจึงได้ลาออกมาสมัครงานที่โรงแรมโอเรียนเตล โดยได้รับเงินเดือนเดือนละ 60 บาท

รับราชการ

ต่อมาหลังจากที่ทำงานในโรงแรมโอเรียนเตลได้ไม่ถึงปี พระยาอนุมานราชธนได้สมัครเข้ารับราชการที่โรงภาษี หรือกรมศุลกากร โดยได้รับเงินเดือนเดือนละ 50 บาท ตำแหน่งเสมียนโท เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2448 ระหว่างที่รับราชการที่กรมศุลกากรนี้เอง พระยาอนุมานราชธนได้ศึกษาภาษาอังกฤษกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ และได้เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมจากนายนอร์แมน แมซเวลล์(Norman Masewell) ซึ่งทำให้พระยาอนุมานราชธนใช้ภาษาอังกฤษได้ดี

ออกจากราชการ

พระยาอนุมานราชธนรับราชการในกรมศุลกากรจนกระทั่งได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอธิบดีใน พ.ศ. 2465 และออกจากรับราชการฐานรับราชการนานในวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2476 หลังจากที่รับราชการนาน 26 ปีเศษ และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ตามลำดับ คือ

ขุนอนุมานราชธน เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2454 ขณะอายุ 23 ปี
หลวงอนุมานราชธน เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2459 ขณะอายุ 28 ปี
พระอนุมานราชธน เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2463 ขณะอายุ 31 ปี
พระยาอนุมานราชธน เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2467 ขณะอายุ 36 ปี

กลับเข้ารับราชการ

ในพ.ศ. 2478 หลวงวิจิตรวาทการได้ชวนให้พระยาอนุมานราชธนกลับเข้ารับราชการในตำแหน่งหัวหน้ากองศิลปวิทยาการ กรมศิลปากร โดยในขณะนั้นราชบัณฑิตยสภาได้เปลี่ยนแปลงเป็นกรมศิลปากร และหลวงวิจิตรวาทการได้รับแต่งตั้งเป็นอธิบดีคนแรก

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ได้มีประกาศพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการในกรมศิลปากรใหม่ กองศิลปวิทยาการและกองหอสมุดแห่งชาติรวมกันเป็นกองวรรณคดีพระยาอนุมานราชธนได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากอง ในวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2482 ก็ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอธิบดีกรมศิลปากรอีกตำแหน่งหนึ่ง จนกระทั่งวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2485 ได้โอนไปรับราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรีและเลื่อนเป็นข้าราชการชั้นพิเศษในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ

ในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2485 คณะรัฐมนตรีโดยจอมพล ป.พิบูลสงครามได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระยาอนุมานราชธนให้มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร พระยาอนุมานราชธนมีผลงานจำนวนมาก เช่น เป็นผู้ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งโรงเรียนศิลปากรแผนกช่างชั้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร

เมื่อรับราชการมาจนอายุ 55 ปี ซึ่งขณะนั้นกำหนดให้เกษียณอายุราชการ แต่เนื่องจาก พระยาอนุมานราชธนเป็นผู้มีความรู้ความสามารถทางราชการจึงต่ออายุราชการให้จนอายุครบ 60 ปี และเกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2491
ตลอดชีวิตราชการ พระยาอนุมานราชธนรับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และด้วยความวิริยะอุตสาหะ ท่านได้รับพระราชทานนามสกุลว่า เสธียรโกเศศ แต่ต่อมาท่านได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุลว่า อนุมานราชธน ตามราชทินนาม

สงคราม ความขัดแย้ง สะท้อนปัญหาการศึกษาของมนุษยชาติ

สงคราม.. ความขัดแย้ง.. สะท้อนปัญหาการศึกษาของมนุษยชาติ

Author : พระอาจารย์อารยวังโส dhamma_araya@hotmail.com

เจริญพรสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา.. ติดตามดูข่าวรอบบ้านผ่านเมือง ยามนี้ก็มีแต่รบราฆ่าฟัน ที่กำลังยกระดับเข้าสู่สงครามโลกกลายๆ.. เพียงแต่ปรับเปลี่ยนรูปแบบไปตามชั้นเชิงความคิดนึกของมนุษยชาติ…

ในภาวะรูปแบบของสงครามที่เปลี่ยนไป แต่เจตนายังคงไว้ไม่ผันแปร.. จึงไม่สิ้นซึ่งความหายนะของสัตว์สังคม.. ที่นำเอาความเจริญรุ่งเรืองทางเทคโนโลยีไปสู่การเข่นฆ่าทำลายกัน..

อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้การแสวงหาความเจริญรุ่งเรืองทางด้านการศึกษาวิทยาการของชาวโลกกลับตาลปัตร ผกผันกลับไปสู่การแสดงความป่าเถื่อน ตามล่าฆ่ากันอย่างไร้ความเมตตาปรานี แม้ในหมู่สัตว์ประเภทเดียวกัน!?

คำตอบมีในคำสอนพระพุทธศาสนาที่สรุปไว้ชัดเจนว่า.. เพราะมี อวิชชา เป็นเหตุปัจจัย…

 

เรื่อง อวิชชา สร้างโลก.. สร้างภพ.. สร้างชาติ.. และสร้างทุกข์.. ทั้งที่ปรารถนาซึ่งความสุข จึงเป็นเรื่อง ผกผัน วิปลาส คลาดเคลื่อน ที่น่านำมาศึกษา.. ในวิถีธรรมชาติแห่งชีวิต..

เมื่อพูดถึงวิถีชีวิต.. ก็คงต้องกล่าวถึง ความรัก ความต้องการในการดำเนินชีวิต.. ที่เราเรียกว่า ความปรารถนา..

ความปรารถนา.. ความต้องการ กลับกลายเป็นแรงผลักดันในการขับเคลื่อนชีวิต.. เพื่อมุ่งสู่จุดมุ่งหมายตามเป้าประสงค์

ยามใดที่.. ความปรารถนา ความต้องการ มีกำลังแก่กล้า จนเกินขีดการควบคุมด้วยสติปัญญา..

ในยามนั้น.. กิเลสก็จะปลุกเร้าขึ้นมาควบคุมจิต ให้ดำเนินไปตามความเร่าร้อนและเศร้าหมองด้วยอำนาจความอยาก.. ที่ยากจะหยุดยั้ง..

จึงไม่แปลก.. ที่จะเกิดการเข่นฆ่าทำร้ายทำลายกันในหมู่มนุษยชาติ.. ที่ต่างปรารถนาสันติและความสุขเช่นเดียวกัน..

 

ในพระพุทธศาสนาจึงสั่งสอนให้เราทำสงครามกับกิเลส.. เพื่อการชนะตนเอง ที่ชนะได้ยากที่สุดในโลกนี้

กล่าวคือ.. ไม่มีอะไรที่ยากที่สุด เท่ากับการชนะใจตนเอง..

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า.. ผู้ชนะตนนั้นหาได้ยาก.. ดังพระภาษิตที่ว่า..

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! จิตนี้เป็นสิ่งที่ดิ้นรนกวัดแกว่งรักษายาก ห้ามได้ยาก.. ผู้มีปัญญาพึงพยายามทำจิตนี้ให้หายดิ้นรน ให้เป็นจิตตรง เหมือนช่างศรดัดลูกศรให้ตรงฉะนั้น…

ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้คอยแต่จะเกลือกกลิ้งคลุกเคล้ากับกามคุณ เหมือนปลาเกิดในน้ำ ถูกนายพรานเบ็ดยกขึ้นจากน้ำแล้ว คอยแต่จะดิ้นรนไปในน้ำอยู่เสมอ ผู้มีปัญญาพึงพยายามยกจิตขึ้นจากการอาลัยในกามคุณ ให้ละบ่วงมารเสีย..

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติของจิตเป็นสิ่งที่ดิ้นรน กลับกลอกง่าย บางคราวปรากฏเหมือนช้างตกมัน

ภิกษุทั้งหลาย! พวกเธอจงเอาสติเป็นตะขอสำหรับเหนี่ยวรั้งช้าง คือ จิตที่ดิ้นรนนี้ให้อยู่ในอำนาจ

บุคคลที่มีอำนาจมากที่สุด และควรแก่การสรรเสริญนั้น คือ ผู้ที่สามารถเอาตนของตนเองไว้ในอำนาจได้ สามารถชนะตนเองได้…

ผู้ชนะตนเองได้ชื่อว่า เป็นยอดนักรบในสงคราม

เธอทั้งหลาย จงเป็นยอดนักรบในสงครามเถิด อย่าเป็นผู้แพ้เลย! …

วันแห่งความพ่ายแพ้ของชาวโลก.. คือ วันแห่งความหายนะของมนุษยชาติ.. การรบราฆ่าฟันกันอย่างไม่เคยโกรธเคือง.. ไม่เคยรู้จักกันมาเลย จึงเกิดขึ้นภายใต้การกำหนดทิศทางของผู้มีอำนาจแต่ขาดคุณธรรม.. ไร้สติปัญญา..

สิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งของชาวโลกในยามนี้.. คือ การแบ่งออกเป็นฝักฝ่าย โดยยึดถือทิฏฐิของตนเป็นใหญ่..

สังคมของมนุษยชาติจึงมีการแบ่งพรรคแบ่งพวก.. กั้นเขตแดน ประกาศเป็นประเทศชาติภายใต้ทิฏฐิความเห็นเป็นอันเดียวกัน.. มีศีลข้อปฏิบัติเสมอกัน ไม่ว่าจะเป็นคนดี.. หรือคนชั่ว!!

เมื่อใด.. การแบ่งฝักฝ่าย ยึดมั่นอยู่ในกรอบศีลธรรม.. มีจริยธรรมเป็นเครื่องชี้วัด.. เมื่อนั้น จะเกิดมวลภาวะทางจิตวิญญาณของสังคมที่ทรงประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนไปอย่างสร้างสรรค์..

โลกนี้ย่อมก้าวสู่.. ความสงบ.. ความสุข

แต่เมื่อใด.. เกิดการแบ่งพรรคเล่นพวก โดยวิสัยคนชั่ว.. คนพาล ที่มีทิฏฐิและข้อปฏิบัติเสมอกัน เมื่อนั้น สังคมจะละทิ้งกรอบศีลธรรม คุณความดีสิ้นไป..

ข้ออ้างอิงในการตัดสินใจชี้ขาดของสังคมจะเปลี่ยนกลับไปที่การใช้กำลังอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชนิด ที่ผลิตด้วยความรู้ที่เกิดจากการศึกษาเพื่อชีวิต.. อันผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ

ความรู้ที่เล่าเรียน เพื่อความสำเร็จในชีวิตของชาวโลก กลับกลายเป็นเครื่องมือทำลายสันติภาพของโลกอย่างเลวร้ายที่สุด.. ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิจากการเรียนรู้ที่วิปลาสธรรมนั้น

มันเป็นไปได้อย่างไร… ที่ การศึกษาของมนุษยชาติ จะกลายเป็น อาชญากร ที่เลวร้ายที่สุด!!

แม้ว่าแผนการจัดการศึกษาจะเขียนไว้สวยหรู ด้วยคำว่า เพื่อพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม เพื่อการมีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต

สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข..

แต่ในปรากฏการณ์แห่งความจริง.. กลับเห็นผลที่เกิดขึ้น กลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง..

อะไร .. ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นและเป็นไปเช่นนั้น.. จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันวิเคราะห์ สืบสาวค้นหา

เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาดูการศึกษาในพระพุทธศาสนา ที่กล้าหาญประกาศว่า.. เป็นการศึกษา เพื่อพัฒนาชีวิตไปสู่ความสงบสุขอย่างยั่งยืน.. ด้วยการอ้างอิงหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ดำเนินการไปด้วยการอบรมวิธีแห่ง การเจริญสติปัฏฐานธรรม.. ยิ่งเห็นความแตกต่าง ระหว่างการศึกษา เพื่อมีชีวิตอย่างไม่เข้าใจชีวิตของชาวโลก กับ การศึกษา เพื่อเข้าใจชีวิตของพุทธศาสนา..

จึงเห็นในความแตกต่างของการจัดการศึกษา เพื่อมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ด้วยหวังความอุดมสมบูรณ์ในโลกธรรม กับการจัดการศึกษา เพื่อรู้ เข้าใจ ในบริบทของชีวิต เพื่อปรารถนาสันติและความสุขอันเกิดแต่ภายใน คือ จิตใจ .. ของพระพุทธศาสนา

โดยเฉพาะความแตกต่างในวิธีการศึกษา เล่าเรียน ปฏิบัติ.. เพื่ออบรม กาย วาจา ใจ และทิฏฐิ ให้เป็นไปตามหลักคำสั่งสอน..

ดังที่พระพุทธศาสนามีแนวทางการสั่งสอนให้พึ่งตนเองและพึ่งธรรมเป็นสำคัญที่สุด.. โดยเน้นการเรียนรู้ที่มุ่งสู่การปฏิบัติด้วยตนเอง.. เพื่อการพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่พรั่งพร้อมด้วยสติปัญญาและความเพียรชอบเป็นธรรมลักษณะ

การศึกษาในพุทธศาสนา .. จึงทำให้ มนุษยชาติลดละความเห็นแก่ตัวลง ที่เรียกว่า อหังการ–มมังการ อันเป็นเป้าหมายสำคัญในพระพุทธศาสนา

การลดละตัวกู ของกู.. (อหังการ–มมังการ) จึงเป็นผลทางเดียวที่จะทำให้มนุษย์สามารถยกระดับจิตวิญญาณตนเองขึ้นสู่ภูมิธรรม ได้อย่างรู้เข้าใจในธรรมชาติของชีวิต.. จนสามารถอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษยชาติ.. สัตว์ทั้งหลาย ตลอดจนสังคมสิ่งแวดล้อมได้อย่างสันติ.. อันเนื่องจากการเรียนรู้ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงประโยชน์โดยธรรมเป็นที่สุด..

พระพุทธศาสนา จึงมีหลักการสั่งสอนที่จะชี้แจงให้ผู้ฟังได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจน เห็นจริง ที่เรียกว่า สันทัสสนา.. โดยจะอธิบายให้ผู้เรียนได้เห็นว่าเรื่องที่สั่งสอนเป็นความจริง ที่เรียกว่า สมาปทา.. และจะมีวิธีการสอนปลุกเร้าใจให้ผู้เรียนได้ตื่นรู้อยู่ตลอดเวลา มีฉันทะ วิริยะ ด้วยจิตใจที่จดจ่อ ต่อเนื่อง ใส่ใจ และรู้ใคร่ครวญ ที่จะนำไปสู่การมีศรัทธา ที่จะนำไปสู่การปฏิบัติตามหลักธรรม เพื่อความสัมฤทธิผลแห่งการศึกษา เพื่อเข้าใจในชีวิต.. ว่าเป็นธรรมในธรรมชาตินั้น.. ดังที่เรียกว่า สมุตเตชนา

สำคัญที่สุดของการจัดการศึกษาในพระพุทธศาสนา คือ การนำไปสู่ความเข้าใจในธรรมชาติของชีวิต.. ก่อนเข้าสู่การพัฒนาชีวิตให้ถึงความสมบูรณ์พร้อมด้วยคุณธรรมอย่างมีสติปัญญา.. คือ การสั่งสอนให้รู้จักคิด.. รู้จักใช้วิธีคิด.. รู้จักการสร้างความคิดที่ถูกต้องอย่างมีปัญญา.. มิใช่การแสวงหาแต่คำตอบเฉพาะจากตำรับตำรา ความเชื่อที่ผูกกับทิฏฐิของผู้สอน.. เจ้าลัทธิ.. ศาสดา เจ้าของคำสั่งสอนนั้นๆ

เราต้องยอมรับว่า.. การศึกษา เพื่อสนองความต้องการของชีวิต.. อย่างไม่เข้าใจในธรรมชาติของชีวิต จึงกลายเป็นโจทย์ปัญหาใหญ่ต่อการพัฒนาชีวิตของมนุษยชาติ โดยเฉพาะการศึกษาที่มุ่งแสวงหาแต่คำตอบ.. ตามทิฏฐิของผู้สอน.. ที่ชี้ขาดว่า ถูกหรือผิด.. สำเร็จการศึกษาหรือไม่!!

ปัญหาในโลกนี้จึงไม่จบสิ้น เพราะการศึกษาของมนุษยชาติ.. ที่วิปลาสไปจากธรรม  นี่เอง.. เป็นมูลเหตุอันสืบเนื่องมาถึงวันนี้…… เอวัง .. มนุสโสสิ!!

เจริญพร

ผู้หญิง : ไม่ต้องบวช ไม่ต้องห่มจีวรก็เป็นสงฆ์ได้

ผู้หญิง : ไม่ต้องบวช ไม่ต้องห่มจีวรก็เป็นสงฆ์ได้

Author : สนิทสุดา เอกชัย อดีตบรรณาธิการบทความหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์

เคยคิดไหมว่าการที่ผู้หญิงมีฐานะต่ำต้อยในพุทธศาสนาของไทย ส่วนหนึ่งอาจมาจากการสวดมนต์ของเราเองก็ได้

ทุกครั้งที่เรากราบพระรัตนตรัย เรานึกถึงอะไร กราบครั้งแรกระลึกถึงพระพุทธเจ้า ครั้งที่สองกราบพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ครั้งที่สามนึกถึงคุณของพระสงฆ์

แล้วเมื่อกล่าวคำว่า ‘พระสงฆ์’ เรานึกถึงอะไร

พระสงฆ์ในความคิดของเราคือนักบวชเพศชายเท่านั้น ภาพในใจเราเช่นนี้หรือเปล่าที่ทำให้พุทธศาสนาของไทยไม่มีที่ให้นักบวชที่เป็นเพศหญิงและทำให้ไม่ยอมรับภิกษุณี

แน่นอน คณะสงฆ์เถรวาทของไทยมีคำอธิบายทางวิชาการยืดยาวที่จะบอกว่าทำไมถึงให้ผู้หญิงบวชไม่ได้ ย้ำแล้วย้ำอีกว่าคณะสงฆ์ไม่ได้ใจแคบ แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์การบรรพชาภิกษุณีที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้

คณะสงฆ์อธิบายว่าตามพระวินัยนั้น การบวชภิกษุณีนั้นต้องมีพิธีบวชสองครั้ง ครั้งแรกจากคณะสงฆ์ของฝ่ายภิกษุณีเอง ตามด้วยพิธีบวชอีกครั้งโดยพระภิกษุจึงจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ในเมื่อปัจจุบันภิกษุณีในพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทได้สูญสิ้นไปนานแล้ว จึงไม่สามารถจะรื้อฟื้นการบวชภิกษุณีได้

แต่พอมีผู้ไปบวชภิกษุณีจากศรีลังกาเพราะที่นั่นฟื้นฟูได้สำเร็จ คณะสงฆ์ไทยก็โกรธเกรี้ยวอย่างหนัก นอกจากจะโจมตีต่างๆ นานาแล้ว ยังห้ามพระสงฆ์มีสังฆกรรมใดๆ กับภิกษุณี พร้อมขู่ทำโทษผู้ฝ่าฝืนคำสั่ง

เมื่อหลายปีก่อนคณะสงฆ์วัดป่าสายหนึ่งถึงกับขับไล่พระภิกษุชื่อดังรูปหนึ่งออกไปจากสายของตน เพราะสนับสนุนการบวชของสตรีอย่างเปิดเผย ระหว่างการจัดแถลงข่าวเพื่อประณามพระภิกษุรูปนั้น ได้มีโอกาสถามพระภิกษุอาวุโสรูปหนึ่งว่าทำไมถึงบวชภิกษุณีไม่ได้ ท่านตอบว่าขืนผู้หญิงบวชได้ก็มีพระผู้หญิงเต็มเมืองน่ะสิ

ซาโตริเลยคราวนั้น

เข้าใจทันทีว่าการต่อต้านภิกษุณีไม่ใช่แค่เรื่องยึดมั่นกฎเกณฑ์การบวชหรือการเลือกปฎิบัติทางเพศ แต่เกี่ยวกับผลประโยชน์มหาศาล ไม่ใช่แค่ด้านวัตถุ แต่เป็นเรื่องอำนาจ เพราะเจ้าของอำนาจและศรัทธาไม่ต้องการให้สตรีเข้ามามีส่วนร่วม

สตรีจะบวชเป็นแม่ชี หรือเป็นอุบาสิกาจำวัดก็ได้ แต่ต้องอยู่ใต้อำนาจของพระภิกษุ จะมาหวังเทียบเท่านั้น อย่าได้บังอาจ

ได้ยินพระอาวุโสซึ่งเป็นที่เคารพของลูกศิษย์ลูกหาคิดเช่นนี้ ในแง่หนึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก ทำให้เข้าใจว่าอคติหรือกิเลสนั้นมันซับซ้อนหลายเชิงชั้น มีเล่ห์กลหลอกลวงลึกซึ้งยิ่งนัก สำหรับนักบวชที่อยู่ในสังคมที่เบียดขับสตรีจนเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ใครจะก้าวข้ามกับดักของอคติอันรุนแรงนี้ได้

ความเข้าใจเรื่องพระสงฆ์ของชาวพุทธในประเทศไทยเองก็เป็นแรงสนับสนุนส่งให้คณะสงฆ์ยืนยันว่าพระภิกษุเท่านั้นที่เป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัย เพราะเมื่อชาวพุทธกล่าวถึงพระสงฆ์ก็หมายถึงแต่พระภิกษุเท่านั้น

ทำให้มีคำพูดว่า “เห็นแก่ผ้าเหลือง” หรือ “ชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์” คือถือว่าการตำหนิภิกษุเป็นเรื่องบาป ควรเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะอย่างไรท่านก็เป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา เป็นหนึ่งในรัตนตรัย

เราเข้าใจอะไรผิดไปหรือ

ในการสวดมนต์ หลังจากกล่าวสรรเสริญพระพุทธองค์และพระธรรมคำสั่งสอนแล้ว เมื่อถึงบทสรรเสริญพระสงฆ์ หมายถึงพระภิกษุเท่านั้นหรือ

เมื่อคณะสงฆ์ประสบคำครหามากมายอย่างที่รู้ๆ กัน ก็มีการตีความบทสวดตอนนี้ให้กว้างขึ้น โดยอธิบายว่าคำว่า ‘สงฆ์’ ไม่ได้หมายพระภิกษุทั่วไป แต่หมายถึงพระภิกษุที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ยังหมายถึงนักบวชที่เป็นเพศชายอยู่ดี

แล้วจริงๆ สงฆ์หมายถึงอะไรกันแน่

สงฆ์หรือ Sangha ในภาษาบาลี มีความสองระดับ ระดับแรกคือชุมชนนักบวชในพระพุทธศาสนา ซึ่งรวมทั้งภิกษุและภิกษุณี ระดับที่สองหมายถึงใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่ได้ปฎิบัติตามพระธรรมคำสั่งสอน

หนังสือธรรมะแนวสนทนาธรรม ‘ธัมมานุธัมมปฎิปัตติ’ ซึ่งถือกันว่ามีความลุ่มลึกและสอดคล้องกับพระไตรปิฎก กล่าวถึงความหมายของพระสงฆ์โดยไม่ต้องตีความใดๆ ว่าพระสงฆ์หมายถึง “หมู่ผู้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า” ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เพศใด และแบ่งได้เป็นสองกลุ่มคือ สมมติสงฆ์ กับ อริยสงฆ์

สมมติสงฆ์ คือนักบวชในพระศาสนาทั้งภิกษุและภิกษุณีซึ่งยังไม่บรรลุมรรคผล ส่วน อริยสาวก หรือ อริยสงฆ์ คือผู้ที่ปฏิบัติจนบรรลุธรรมตามลำดับขั้นต่างๆ จากโสดาบันขึ้นไปจนบรรลุมรรคผลนิพพาน “แม้เป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิต สตรี บุรุษ เทวดา อินทร พรหมก็ดี เหล่านี้คือพระอริยสงฆ์”

ทำไมต่อมาความหมายของสงฆ์จึงได้แคบลงจนหมายถึงพระภิกษุสงฆ์อย่างเดียว

คงเป็นคำตอบเดียวกันกับที่ทำไม ‘ธัมมานุธัมมปฎิปัตติ’ ซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้แต่งนั้น จึงเชื่อกันอย่างแพร่หลายว่าเป็นธรรมนิพนธ์ของอริยสงฆ์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ด้วยคิดว่าผู้มีภูมิธรรมระดับท่านเท่านั้นจึงจะถ่ายทอดความลุ่มลึกและแม่นยำทางธรรมะได้เช่นนี้ เป็นผลให้มีการพิมพ์แจกกันอย่างกว้างขวาง

ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะการสืบค้นของนักวิชาการสองท่านคือ Dr.Martin Seeger และนริศ จรัสจรรยาวงศ์ ความจริงคงไม่ปรากฏ

ผู้เขียน ‘ธัมมานุธัมมปฎิปัตติ’ ที่แท้จริงนั้นไม่ใช่ภิกษุรูปไหนทั้งสิ้น แต่เป็นผู้หญิง เป็นผู้มีความรู้ทางปริยัติธรรมแตกฉาน มีความจำเป็นเลิศ เป็นผู้ปฎิบัติธรรมอย่างเข้มข้น คือคุณหญิงดำรงธรรมสาร (ใหญ่ วิเศษศิริ)

ความรู้ทางธรรมะคุณหญิงใหญ่ วิเศษศิริ (2425-2487) เป็นที่ยอมรับของพระเถระชั้นสูงในสมัยของท่าน แม้แต่ท่านพุทธทาสก็เคยตีพิมพ์บทความของคุณหญิงใหญ่ในหนังสือพิมพ์ ‘พุทธสาสนา’ ของสวนโมกข์ ในช่วงสุดท้ายของชีวิตคุณหญิงใหญ่เข้าสมาทานเป็นแม่ชี อุทิศตนให้แก่การปฎิบัติธรรม เชื่อว่าท่านได้บรรลุธรรมขั้นสูง จนในที่สุดสามารถกำหนดการสละสังขารของตนเองได้

หนังสือ ‘ดำรงธรรม’ โดย Dr.Martin Seeger และนริศ จรัสจรรยาวงศ์ เล่าว่าในวันที่ท่านจะสิ้น คุณหญิงใหญ่ได้ให้คนไปนิมนต์พระมาสวดมนต์ให้ท่านฟัง เป็นบทที่ท่านต้องการฟังเป็นครั้งสุดท้าย หลังสนทนาธรรมท่านได้ก้มลงกราบพระ พร้อมกล่าวลาว่า “ขอทิ้งสังขารไว้ที่นี่” กราบเสร็จท่านก็สิ้นลมในท่านั้น

สตรีที่ปฎิบัติจนมีภูมิธรรมเช่นนี้ เป็นอริยสงฆ์หรือเปล่า เป็นอริยสาวก เป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัยซึ่งเป็นที่พึ่งเพื่อการหลุดพ้นหรือไม่ ความจริงย่อมประจักษ์ชัดอยู่แล้

นอกจากคุณหญิงใหญ่ วิเศษศิริแล้ว หนังสือ ‘Gender and the Path to Awakening : Hidden Stories of Nuns in Modern Thai Buddhism’ โดย Martin Seeger ยังได้กล่าวถึงแม่ชีหรืออุบาสิกาอีกหลายท่านที่เชื่อกันว่าเป็นอริยบุคคล เพราะอัฐิกลายเป็นพระธาตุเช่นเดียวกับอริยสงฆ์หลายรูป

ถ้าผู้หญิงไม่ต้องบวชและไม่ต้องห่มจีวรพระก็เป็นพระสงฆ์ได้หากมุ่งศึกษาปฏิบัติธรรม เช่นนี้แล้วการบวชภิกษุณีจึงไม่จำเป็นใช่ไหม เพราะแค่ปฎิบัติให้เข้มข้นก็สามารถขัดเกลากิเลสและบรรลุธรรมได้

พระภิกษุหลายรูปชอบพูดเช่นนี้เพื่อปัดเรื่องการบวชให้สตรี ท่านว่ารูปแบบไม่จำเป็น ทุกอย่างอยู่ที่ใจ อยู่ที่การปฏิบัติของตนเอง แต่ถ้าการบรรพชาไม่สำคัญ การบวชเป็นภิกษุก็ไม่จำเป็น ไม่ต้องทิ้งบ้านเรือนมาอยู่วัดก็ได้ เพราะสามารถปฏิบัติธรรมเองที่บ้านได้เหมือนกัน ใช่หรือไม่

ยังไงก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการบวชจำเป็นต่อการจรรโลงศาสนา เป็นระบบสังคมที่จะเกื้อหนุนให้คนที่มีศรัทธาได้มีโอกาสใช้ชีวิตเป็นนักบวชโดยไม่ต้องกังวลกับความจำเป็นต่างๆ ในทางโลก สามารถอุทิศชีวิตศึกษาพระธรรมและการปฏิบัติธรรมได้เต็มที่ เพื่อพิสูจน์ให้เราเห็นว่าการปฏิบัติตามพระธรรมคำสอนช่วยให้เราได้หลุดพ้นจากทุกข์ได้จริง เพื่อเป็นครู เป็นผู้นำทาง เป็นแรงบันดาลใจให้เราได้มุ่งมั่นต่อไปในทางธรรมได้

แต่บุรุษเท่านั้นที่จะมีโอกาสเช่นนี้

การที่สังคมไม่มีระบบรองรับการบวชของสตรี ทำให้การใช้ชีวิตเป็นนักบวชเพื่อพ้นทุกข์หรือเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นเป็นไปได้ยากมาก มีเพียงสตรีกลุ่มเล็กๆ ที่สถานะทางเศรษฐกิจดีเท่านั้นที่จะใช้ชีวิตเป็นแม่ชีหรือภิกษุณีได้โดยไม่ต้องกังวล สตรีที่ยากจนหรือขาดที่พึ่งส่วนใหญ่จำเป็นต้องเป็นแรงงานให้วัด เช่น ทำกับข้าว ทำความสะอาด หรือช่วยขายดอกไม้ธูปเทียน อย่างที่เราเห็นกัน

สถาบันสงฆ์ช่วยให้เด็กชายหรือบุรุษที่มีฐานะยากจนได้มีโอกาสเล่าเรียน มีอนาคต ไม่ต้องผจญความยากลำบาก ในขณะที่พี่สาวน้องสาวต้องออกจากโรงเรียนหรือต้องทำงานส่งเสียครอบครัว หลายคนต้องเป็นเหยื่อธุรกิจทางเพศ และเป็นเรื่องปกติมากที่คนงานหญิงต้องเก็บเงินหรือกู้หนี้ยืมสินเพื่อส่งเงินให้พ่อแม่จัดงานบวชให้ลูกชายอย่างใหญ่โต เพราะความเชื่อเรื่องเกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์

ถ้ามีสถาบันภิกษุณีสงฆ์และถ้าสังคมมีศรัทธาว่านักบวชหญิงก็เป็นเนื้อนาบุญได้ เด็กผู้หญิงที่ยากจนจะได้มีโอกาสเหมือนพี่ชายน้องชายตัวเองเสียที สตรีจะใช้ชีวิตเป็นนักบวชได้ง่ายขึ้น การมีสตรีเป็นอริยสงฆ์จะไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป และเมื่ออุบาสิกาต้องการคำปรึกษา พระผู้หญิงก็จะเข้าใจปัญหาของผู้หญิงได้ดีกว่าแน่นอน

หนทางนี้จะเริ่มต้นได้อย่างไร

เห็นทีจะต้องเริ่มด้วยการสวดมนต์ใหม่ เข้าใจความหมายของพระสงฆ์เสียใหม่ ปรับภาพในใจเมื่อสวดถึงพระสงฆ์ให้ถูกต้อง

พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์คือรัตนตรัย เป็นที่พึ่งเพื่อการหลุดพ้นของชาวพุทธ แต่พระสงฆ์ไม่ได้หมายถึงพระภิกษุเท่านั้น แต่แต่รวมถึงภิกษุณี และชาวพุทธทุกคนที่มุ่งปฏิบัติตามพระธรรมคำสอน

ความเข้าใจที่ถูกต้องนี้ไม่ใช่แค่จะช่วยให้ผู้หญิงมีบทบาทและพื้นที่ในศาสนามากขึ้น แต่ช่วยให้ชาวพุทธทุกคนตระหนักถึงพุทธพจน์ที่ว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” ไม่มีใครช่วยเราให้พ้นทุกข์ได้ เราต้องปฏิบัติเอง ไม่จำเป็นต้องมีเครื่องแบบ ไม่จำเป็นต้องผ่านพิธีกรรม เพราะถ้าเราดำเนินชีวิตตามธรรมะ ตัวเรานั่นแหละคือพระสงฆ์

โลกหลังโควิด จะเปลี่ยนไปอย่างไร

โลกหลังโควิด จะเปลี่ยนไปอย่างไร

โลกหลังโควิด จะมีทิศทางเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เชื่อว่าหลายคนติดตามเรื่องนี้อยู่ คำถามที่ว่า “หลังโควิดสิ้นสุด โลกและธุรกิจจะเปลี่ยนไปอย่างไร และผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร” ในที่นี้เรานำเสมอมุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญกับมุมมองที่น่าสนใจ และเรื่องที่ต้องฉุกคิด ภายใต้การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบทุกมิติของโลก เศรษฐกิจ การเงิน สังคม วิถีชีวิต ซึ่งเปลี่ยนไปจากเดิม ทั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงว่า แม้หลังสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกคลี่คลาย นักวิเคราะห์ต่างมีความเห็นตรงกันว่า ‘โลกจะไม่เหมือนเดิม’ บางอย่างจะเปลี่ยนไปจากเดิมอัน สืบเนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน ทำให้เกิดเป็นวิถีปกติใหม่ หรือ New Normal คำถามที่เราต้องเร่งหาคำตอบคือ…อะไรที่จะไม่เหมือนเดิม

 

Globalization สู่ Deglobalization

นายสุพริศร์ สุวรรณิก เศรษฐกรอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่าการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (deglobalization) จะมีความเข้มข้นมากขึ้น และทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก่อนเกิดวิกฤตครั้งนี้ เราได้เห็นหลายประเทศใช้นโยบายแบบเน้นตนเอง (inward-looking policy) หรือปกป้องทางการค้า (protectionism) อย่างชัดเจนกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะจากสงครามการค้าที่ปะทุขึ้นโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ส่งเสริมให้บริษัทสัญชาติอเมริกันกลับมาผลิตในประเทศมากขึ้นและกีดกันการค้าจากต่างประเทศ

ประเด็นนี้กลับมาชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกด้วยวิกฤตโควิด-19 ที่กำลังตอกย้ำความเชื่อของฝ่ายขวาจัดและผู้ไม่สนับสนุนโลกาภิวัตน์ว่า การพึ่งพิงระบบการผลิตระหว่างประเทศมากเกินไปเป็นเรื่องอันตราย ซึ่งจะเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีอยู่แล้วให้ยิ่งรวดเร็วมากขึ้น

 

จาก Free Trade สู่ Protectionism

ทั้งมีความเป็นไปได้อย่างมากว่าประเทศต่างๆ จะหันมาพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานในประเทศตนเองเพิ่มขึ้นอีก และกระจายความเสี่ยงด้านการผลิตและขายสินค้าโดยไม่พึ่งพาแต่ประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น เพราะเห็นผลกระทบชัดเจนจากขั้นตอนการผลิตหรือตลาดขายสินค้าเมื่อยามที่ต้องปิดตัวลง ซึ่งเป็นผลจากมาตรการต่างๆ อาทิ การปิดเมืองหรือประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

นอกจากนี้รัฐบาลประเทศต่างๆ อาจเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็น “โอกาส” ในการคิดทบทวนอย่างรอบคอบว่านโยบายเศรษฐกิจของประเทศจะเดินไปในทิศทางใด โดยจะพยายามกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโดยไม่พึ่งพารายได้ทางใดทางหนึ่งจนเกินไป อาทิ ไม่พึ่งพาแต่การส่งออกหรือการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่อาศัยการบริโภคและการลงทุนในประเทศเป็นเครื่องจักรสำคัญด้วย

โครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขจะได้รับการแก้ไข

วิกฤตโควิด-19 สร้างแรงกดดันให้รัฐบาลหลายประเทศ หันมาใส่ใจพื้นฐานด้านสาธารณสุขของประชาชนและไม่ปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวจัดการอย่างที่เคยเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ ที่ระบบสาธารณสุขไม่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า วิกฤตครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการที่บุคคลจะเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้หรือไม่นั้น ไม่ควรเป็นเรื่องของปัจเจกชนอีกต่อไป

เพราะคนคนหนึ่งที่จริงๆ แล้วเป็นพาหะของโรคอยู่ แต่ไม่สามารถไปใช้บริการตรวจไวรัสได้เพราะจ่ายเงินค่าตรวจไม่ไหวทั้งๆ ที่อยากไป และคงใช้ชีวิตแบบเดิมตามปกติ ทำให้แพร่โรคระบาดต่อไปให้ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวได้ จนในที่สุดการควบคุมโรคในภาพรวมจะทำได้ยากลำบาก และเป็นเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับวิกฤตการแพร่ระบาดหนักหนากว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ดังที่ปรากฏในปัจจุบันตามยอดผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแซงหน้าอิตาลีไปแล้ว ดังนั้นหลังผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ เราอาจได้เห็นบทบาทที่เพิ่มขึ้นของระบบรัฐสวัสดิการในแต่ละประเทศก็เป็นได้

 

New Normal สู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ

ทุกวิกฤตย่อมทิ้งร่องรอย (legacy) ไว้เสมอ ย้อนกลับไปในสมัยการระบาดของโรคซาร์สในปี 2545 ก็สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับการใช้เทคโนโลยีออนไลน์อย่างอีคอมเมิร์ซในจีน ให้มาเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนอย่างสูง โดยเฉพาะอาลีบาบาและเจดีดอทคอม เพราะผู้คนหลีกเลี่ยงการติดเชื้อจากพื้นที่สาธารณะและหันมาสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น มาถึงวิกฤตครั้งนี้ก็จะทิ้งร่องรอยไว้เช่นกัน โดยเป็นการตอกย้ำให้ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าแบบดั้งเดิมต้องเร่งพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เพื่อช่วงชิงตลาดจากการค้าขายแบบออนไลน์มากขึ้นอีก รวมทั้งเทคโนโลยีดิจิทัลหลายประเภทที่มีมานานแล้วแต่ยังไม่มีคนใช้กันมากนัก วิกฤตครั้งนี้กลับบังคับให้คนต้องหันมาใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างจริงจัง และสร้างโอกาสต่อยอดให้มีผู้เล่นในตลาดมากยิ่งขึ้น อาทิแพลตฟอร์มที่ช่วยสื่อสารทางไกล จัดประชุม หรืออีเวนท์ ซึ่งผู้บริโภคจะเกิดความคุ้นเคยและเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาใช้เทคโนโลยีอย่างถาวร นอกจากนี้แม้กระทั่งสถาบันการศึกษาก็ต้องพัฒนาไปใช้วิธีการสอนแบบออนไลน์ทดแทนทั้งหมดในช่วงวิกฤต ซึ่งอาจพลิกโฉมระบบการศึกษาโลกไปโดยสิ้นเชิงหลังผ่านพ้นวิกฤตแล้ว

ประเด็นสุดท้ายคือผู้คนอาจจะกลัวการใช้เงินสดหรือธนบัตร เพราะกระดาษอาจเป็นพาหะของเชื้อโรคได้แม้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปแล้ว และจะเริ่มคุ้นชินกับการรักษาสุขอนามัยอย่างเข้มงวด ไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวันที่คำนึงถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพ ด้วยปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

 

โลกมุ่งสร้างความมั่นคงด้านอาหารปลอดภัย

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ระบุว่า โลกหลังโควิดคงเน้นความเพียงพอของอาหารมากขึ้น เมื่อเร็วๆ นี้ WHO, FAO, และ WTO ออกแถลงการณ์ร่วมกันห่วงใยการขาดแคลนอาหารในโลก ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการปิดพรมแดนจากการล็อกดาวน์ของประเทศต่างๆ ทำให้การขนส่งอาหารถูกกระทบจากปัญหาด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจ

ดังนั้นหลังโควิด-19 ความมั่นคงทางอาหารยังเกี่ยวโยงกับความมั่นคงทางสุขภาพ สาธารณสุข เช่น เรื่องการผลิตและบริโภคอาหารปลอดภัย อาหารปลอดสารพิษ อาหารที่เสริมภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อโรค อาหารที่ช่วยให้สุขภาพแข็งแรง อาหารที่ฟื้นฟูสุขภาพ อาหารที่กระบวนการผลิตปลอดจากการปนเปื้อนเชื้อโรคและสารเคมีที่อันตรายต่างๆ เหล่านี้ ที่จะเป็นสิ่งที่ทำให้ต้องมีการศึกษา การวิจัย การเรียนการสอน การปฏิบัติ การรับเอานวัตกรรมต่างๆ เข้ามาใช้อย่างมากในเวลาอันสั้น เรื่องเทคโนโลยีการผลิตยา วิตามิน เวชภัณฑ์ การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ น่าจะเป็นทิศทางของกิจกรรมทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชน ประเทศต่างๆ คงพัฒนานักเทคโนโลยีของตนให้มากที่สุด

สำหรับประเทศไทยเองก็คงต้องสร้างระบบนิเวศน์ในการสร้างนวัตกรรม (Eco-System for Innovation) ของคนไทย ที่ชักชวนให้แรงจูงใจคนให้มาร่วมคิดร่วมประดิษฐ์ ร่วมพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ทางการแพทย์ต่างๆ ทั้งยาป้องกันโรค ยารักษาโรค เวชภัณฑ์ต่างๆ ที่เรามีประสบการณ์แล้วว่าที่ผ่านมายามคับขันเขาขาดแคลนอะไร เพียงใด และเราควรส่งเสริมนักเทคโนโลยีไทยอย่างไร เพื่อให้ประเทศไทยมีความมั่นคงทางสาธารณสุข

 

Digital Transformation

วิทยาศาสตร์ของข้อมูลสถิติ (Data Science) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะช่วยหาคำตอบในเรื่องต่างๆ จะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในการคาดการณ์และเข้าใจการระบาดของโรค การแก้ไขการระบาด และระบบการติดตามผู้อาจติดเชื้อ (Test and Trace) เป็นข้อมูลใหญ่ที่ผ่านการวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง (Big Data Analytic) ซึ่งในอดีตหลายประเทศอาจไม่ได้ให้ความสำคัญพัฒนาระบบเหล่านี้ เพราะไม่เคยคาดคิดว่าจะมีสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน อาทิเช่น

การใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน จากการสร้างระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) และการปิดสถานที่ต่างๆ ตามมาตรการสาธารณสุขในเกือบ 200 ประเทศทั่วโลก (ถ้ารวมเขตปกครองพิเศษต่างๆ ก็จะถึง 210 แห่ง) ทำให้เทคโนโลยีเข้ามาบงการชีวิตคนอย่างไม่มีทางเลือก ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะมีความพร้อมหรือไม่ก็ตาม

การเรียนการสอนออนไลน์ การประชุมของภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาสังคมผ่านระบบทางไกล เช่น วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ การซื้อของ การสั่งอาหารออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มและบริการต่างๆ การใช้เทคโนโลยีในบริการทางการเงินที่เต็มรูปแบบยิ่งขึ้นเป็นต้น ก็กลายเป็นวิถีชีวิตของคนรวมทั้งคนไทยไปแล้ว แต่ขณะเดียวกันการขนส่ง ส่งมอบสินค้าที่สั่งออนไลน์ (Delivery Service) ก็กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตเร็วและต้องการคนทำงานมากขึ้นอย่างมาก

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ธุรกิจบริการที่สนองต่อวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป เฟื่องฟูขึ้นอย่างมาก มีการเติบโตหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เกิดขึ้นหลายระบบในเวลาอันสั้น และจะมีธุรกิจเหล่านี้เกิดขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้ความจำเป็นในการเดินทางในธุรกิจระหว่างประเทศลดลง

กล่าวได้ว่าเทคโนโลยีในชีวิตของโลกหลังโควิค คงไม่กลับมาสู่ระดับการใช้เทคโนโลยีก่อนโควิดอีกแล้ว แต่จะไปไกลขนาดไหน เทคโนโลยีออนไลน์จะกระทบอาชีพใดบ้าง กระทบธุรกิจห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร อาชีพอิสระ อาคารสำนักงาน จะกระทบธุรกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยว, การเดินทางมากขนาดไหน จะมีรูปโฉมแตกต่างไปอย่างไร

แยกแยะ..ความผิดปกติปัจจุบัน หรือปกติใหม่

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ระบุการไม่แยกแยะ “ความผิดปกติปัจจุบัน” (current abnormal) ในช่วงที่โควิด-19 ระบาด เช่น การรักษาระยะห่างทางสังคม กับ “ความปกติใหม่” (new normal) ใน “โลกหลังโควิด-19” เช่นการประชุมผ่านระบบออนไลน์ที่น่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะช่วยลดต้นทุนจากการเดินทาง

การไม่แยกแยะประเด็นอาจทำให้เข้าใจผิดไปว่า พฤติกรรมของมนุษย์เราในช่วงผิดปกติในปัจจุบันส่วนใหญ่จะดำรงต่อเนื่องไป ทั้งที่ประวัติศาสตร์ของการเกิดโรคระบาดใหญ่ในอดีตชี้ว่า ในหลายกรณีพฤติกรรมส่วนใหญ่ในช่วงผิดปกติ จะหายไปอย่างรวดเร็วเมื่อเหตุการณ์กลับมาเป็นปกติแล้ว

ดังนั้นก่อนที่เราจะด่วนสรุปว่า “ความปกติใหม่” ใน “โลกหลังโควิด” เป็นอย่างไร และควรดำเนินการอย่างไรนั้น เราควรต้องถามตัวเองอย่างน้อย 5 คำถาม คือ

  • เราใช้ข้อสมมติ (assumption) อะไรในการวาดภาพอนาคต?
  • เราได้พยายามแยกแยะ “ความผิดปกติปัจจุบัน” (current abnormal) ในช่วงที่โควิด-19 ระบาดออกจาก “ความปกติใหม่” (New Normal) ใน “โลกหลังโควิด-19” หรือยัง?
  • “ความปกติใหม่” ที่เราตั้งเป้าอยากเห็นจะมีต้นทุนสูงเพียงใด เราพร้อมจะจ่ายและสามารถจ่ายได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคำนึงถึงข้อจำกัดใหม่ของระบบเศรษฐกิจไทย ที่น่าจะเติบโตช้าลง ในขณะที่รัฐบาล ธุรกิจ และประชาชนไทย จะมีทรัพยากรน้อยกว่าก่อนเกิดโควิด-19 มาก?
  • การสร้าง “ความปกติใหม่” ตามที่เราจินตนาการไว้ จะต่อยอดจากการลงทุนสร้าง “ความปกติเดิม” ก่อนเกิดโควิด-19 อย่างไร ทั้งทุนกายภาพและทุนมนุษย์ ซึ่งหาก “ความปกติ” ใน 2 ช่วงเวลาแตกต่างกันมาก เราจะทำอย่างไรไม่ให้การลงทุนมหาศาลในอดีตสูญเปล่า?
  • เราเข้าใจบริบทใหม่ (new context) ในเศรษฐกิจการเมืองโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปดีพอหรือยัง ที่จะทำให้เราปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับบริบทใหม่นี้?

ดังนั้นการทำความเข้าใจต่อ “ความปกติใหม่” ใน “โลกหลังโควิด-19” มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศไทยอย่างมาก เราจึงควรช่วยกันศึกษาให้ดี ไม่ควรด่วนสรุปจากการหาคำตอบแบบผิว

แหล่งอ้างอิง

: https://tdri.or.th/2020/04/new-normal-in-post-covid-world/
: http://doh.hpc.go.th/bs/issueDisplay.php?id=390&category=B10&issue=CoronaVirus2019
: https://www.thereporters.co/feature/world-after-covid19-new/

จะปรับตัวอย่างไร…ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากครั้งนี้ไปได้

จะปรับตัวอย่างไร…ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากครั้งนี้ไปได้

เป็นธรรมดาที่ผู้คนล้วนต้องเผชิญช่วงเวลาที่ทุกข์ยาก ลำบากกายใจในบางช่วงขณะของชีวิต และไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม ความทุกข์ยากนับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ ประสบการณ์ความยากลำบากต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สามารถที่จะเปลี่ยนวิธีคิดและมุมมองใหม่ ๆ ของเราที่มีต่อโลกหรืออาจนำไปสู่ความท้อแท้ สิ้นหวังหรือปัญหาทางด้านสุขภาพจิตได้ แต่การเรียนรู้ที่จะรับมือและเอาชนะความทุกข์ยากคือสิ่งที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นทางจิตใจในความยากลำบากที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้เกิดความมั่นใจและสามารถที่จะพิชิตอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ดังที่ วอลท์ ดิสนีย์ กล่าวว่า “ความทุกข์ยากทั้งหมด ปัญหาและอุปสรรคทุกอย่างที่ผมเคยประสบมาในชีวิต ทำให้ผมแข็งแกร่งขึ้น… คุณอาจไม่ตระหนักตอนที่มันเกิดขึ้น แต่ความผิดหวังอันแสนเจ็บปวดอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่โลกนี้มอบให้แก่คุณ”

อะไรคือความทุกข์ยากของชีวิต
ความทุกข์ยาก (Adversity) เป็นสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่ยากลำบากหรือไม่พึงพอใจ มีผลกระทบต่อจิตใจ อารมณ์และความรู้สึกอย่างรุนแรง ส่วนใหญ่ไม่เคยพบมาก่อนหรือไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น เช่น  ประสบภัยพิบัติ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก สูญเสียทรัพย์สิน การตกงาน การเจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรง การหย่าร้าง ฯลฯ เมื่อต้องประสบกับเหตุการณ์ยากลำบากต่าง ๆ เหล่านี้บุคคลไม่สามารถนำวิธีการจัดการหรือแก้ไขปัญหาแบบเดิม ๆ มาใช้อย่างได้ผล ส่งผลให้เกิดความเครียดความทุกข์ใจอย่างรุนแรง

จิตใจที่ยืดหยุ่นเป็นอย่างไร
ความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience ) เป็นกระบวนการของการปรับตัวได้เป็นอย่างดี เมื่อเผชิญกับความทุกข์ยาก การบาดเจ็บ โศกนาฏกรรม ภัยคุกคามหรือสาเหตุที่มาของความเครียดที่สำคัญ เช่น ปัญหาครอบครัวและความสัมพันธ์ ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง หรือปัญหาความเครียดในที่ทำงานและด้านการเงิน ความยืดหยุ่นนั้นเกี่ยวข้องกับ “การฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ” หลังจากผ่านประสบการณ์ที่ยากลำบากเหล่านี้ได้มากเท่าที่จะสามารถยืดหยุ่นได้และยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนาตนเองอย่างมากด้วยเช่นกัน สิ่งที่เป็นความขัดแย้งในเรื่องของความยืดหยุ่นทางจิตใจ คือ ในการเอาชนะความทุกข์ยากลำบาก คุณต้องช่วยตัวเองเป็นอันดับแรกก่อนเพราะสิ่งที่เป็นตัวกำหนดว่าคุณจะได้รับการ “ช่วยเหลือ” หรือไม่คือวิธีคิดของคุณไม่ใช่เหตุการณ์แวดล้อมภายนอก

ทำไม?…บางคนจึงสามารถฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้ดีกว่าคนอื่น
บางคนอาจรู้สึกว่าชีวิตของตนต้องพบกับสถานการณ์ทุกข์ยากมากกว่าคนอื่น ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเราทุกคนจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากในสถานการณ์และช่วงเวลาที่แตกต่างกันออกไปในชีวิต ตั้งแต่การสูญเสียคนที่รักและการงานไปจนถึงการประสบกับการเลิกราและความเหงา เมื่อสถานการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นความรู้สึกล้มเหลวหรือพ่ายแพ้ชั่วคราวเป็นเรื่องปกติที่พบได้ ในขณะที่บางคนอดทนก้าวต่อไปข้างหน้าและพัฒนาตัวเองจากความทุกข์ยากนั้น แต่บางคนกลับหยุดชะงักไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ หรือตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า ทั้งนี้เนื่องจาก สิ่งที่จะกำหนดว่าเราจะตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ทุกข์ยากที่เกิดขึ้นอย่างไรนั้นมาจากวิธีการที่เราใช้ในการจัดการกับความเครียด

อะไรที่จะช่วยส่งเสริมให้เราสามารถปรับตัวต่อความทุกข์ยากได้ดี

เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด บางคนดูเหมือนจะเข้มแข็งกว่าคนอื่น การศึกษาชี้ให้เห็นว่าความเข้มแข็งทางอารมณ์ก่อให้เกิดความยืดหยุ่นทางจิตใจในเรื่องความเจ็บป่วยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เพราะบางคนสามารถเผชิญกับความเครียดโดยไม่เจ็บป่วยในขณะที่บางคนเจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น
ซูซาน โกบาซา ( Susan Kobasa :1979 ) นักจิตวิทยา กล่าวว่าความเข้มแข็งอดทน (Hardiness) เป็นลักษณะบุคลิกภาพของบุคคลซึ่งทำหน้าที่เสมือนกันชน เมื่อประสบกับภาวะเครียดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตและเป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ โกบาซา ได้จำแนกองค์ประกอบความเข้มแข็งทางจิตใจออกเป็น 3 องค์ประกอบ ดังนี้

1.ความท้าทาย (Challenge) เป็นความเชื่อของบุคคลว่าชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงและการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสิ่งท้าทาย คนที่มีความเข้มแข็งอดทน จะเปลี่ยนความยากลำบากให้เป็นความท้าทาย แทนที่จะพยายามต่อสู้กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ในทางกลับกันพวกเขากลับเผชิญหน้ากับมันโดยไม่ได้ตัดสินเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่มุ่งที่จะค้นหาความหมายและบทเรียนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านั้น
2. ความมุ่งมั่น (Commitment) หมายถึงความความตั้งใจของเราที่จะยึดมั่น ให้ความสำคัญและคุณค่าในสิ่งที่ตนกระทำอยู่ให้สำเร็จลุล่วงโดยไม่คำนึงถึงอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น โดยการกำหนดเป้าหมายที่สำคัญและมีความหมายต่อชีวิต และแบ่งกระบวนการออกเป็นขั้นตอนย่อยๆแล้วลงมือทำจนกว่าเราจะบรรลุเป้าหมายนั้น
3. การควบคุมตนเอง (Control) คือการตระหนักว่าคุณเป็นเจ้าของการกระทำของคุณเอง คุณไม่สามารถจัดการกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้ แต่คุณสามารถควบคุมอารมณ์และการตอบสนองของตนเองได้ คุณมีทางเลือกที่จะเสียพลังงานไปกับการเล่นเป็นเหยื่อของเหตุการณ์แสดงให้เห็นว่าตนไม่ใช่คนผิดเพื่อได้รับความสงสาร เห็นอกเห็นใจ หรือมุ่งเน้นไปที่การช่วยตัวเองให้หลุดออกจากความทุกข์ยาก
องค์ประกอบทั้งสามของความความเข้มแข็งอดทนนี้เป็นลักษณะหรือคุณสมบัติภายในที่สำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้บุคคลสามมารถจัดการกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดในชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรที่เราจะต้องพัฒนาให้เกิดขึ้นในจิตใจและบำรุงรักษาไว้ให้คงอยู่ตลอดช่วงอายุขัยของเรา

ทำอย่างไรจึงจะผ่านความทุกข์ยากครั้งนี้ไปได้

คุณสามารถที่จะเรียนรู้ในการช่วยเหลือตัวเองให้ก้าวข้ามผ่านออกจากความทุกข์ยากนั้นไปได้ สิ่งที่เป็นตัวกำหนดชะตากรรมของคุณนั้นไม่ใช่เรื่องของความอดทนแต่กลับเป็นความสัมพันธ์ของคุณที่มีต่อความเป็นจริง ต่อตัวคุณเองและต่อคนอื่น วิธีคิดและวิธีการที่คุณจะสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการเผชิญกับความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นนั้นเป็นคุณสมบัติทางจิตใจที่ทุกคนมีอยู่แต่อาจมีมากไม่เท่ากัน ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถพัฒนาให้มีมากขึ้นและเพียงพอที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นความยากลำบากไปด้วยดี ด้วยการปรับตัวเองดังต่อไปนี้

  • ปรับความคิด
    • ยอมรับความจริงว่าความทุกข์ยากเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การพยายามหลีกเลี่ยงหรือต่อต้านจะยิ่งทำให้มันคงอยู่กับเราอีกนาน ถ้ามองให้ดีจะเห็นว่าในโลกนี้ล้วนเป็นเรื่องราวของชีวิตที่ต้องมีการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดอยู่ทุกหนแห่ง ความทุกข์ยากเป็นของสาธารณะที่สามารถพบได้ทั่วไปในสถานการณ์ต่างๆทั่วโลก เช่น น้ำท่วม สึนามิ สงคราม การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด–19 และภัยพิบัติทุกประเภท หรือแม้แต่ในครอบครัวของเราและของเพื่อน ก็ยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความตาย การสูญเสียและ เหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆเกิดขึ้น
    • ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต สิ่งที่คาดหวังและตั้งใจจะทำบางอย่างอาจไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้เกิดขึ้นในชีวิตของคุณ และการยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็ได้เกิดขึ้นแล้วเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ จะช่วยให้คุณจดจ่ออยู่กับสภาพสถานการณ์ในปัจจุบันที่คุณจะสามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้
    • จัดการกับความคิดอัตโนมัติ การพยายามทำความเข้าใจว่าเราคิดอย่างไรต่อสถานการณ์ทุกข์ยากที่เราไม่รู้ว่าจะมีผลลัพธ์เป็นอย่างไรเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก ถ้าสังเกตความคิดที่เกิดขึ้นจะพบว่าเราจะมีความคิดอัตโนมัติมากมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและส่วนใหญ่จะเป็นความคิดลบซึ่งเป็นความคิดที่ไม่ผ่านกระบวนการของการใช้เหตุผล และไม่เกิดผลดีต่อการแก้ไขปัญหาขณะเดียวกันก็อาจรบกวนต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ขัดขวางการนอนหลับและการมีสุขภาพกาย-ใจที่ดี เราควรปล่อยวางความคิดอัตโนมัติด้านลบเหล่านี้โดยการฝึกสติสังเกตรับรู้ลมหายใจที่ปลายจมูก พยายามอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้มีสติจดจ่ออยู่กับลมหายใจของเรา ถ้าใจเผลอไปคิดเรื่องอื่นก็ดึงกลับมารับรู้ลมหายใจใหม่ หรือฝึกสติรับรู้ว่ากายกำลังทำอะไร ยืน เดิน นั่ง เคี้ยวอาหาร ฯลฯทำไปเรื่อยๆไม่ว่าเราจะทำอะไรอยู่ จนรู้สึกว่าหลุดออกจากการหมกมุ่น ครุ่นคิดในเรื่องเดิมๆและรู้สึกผ่อนคลาย การฝึกดังกล่าวถือเป็นการฝึกกล้ามเนื้อแห่งการปล่อยวาง เพื่อช่วยให้เราหลุดออกจากวงจรของความคิดลบ การหมั่นฝึกฝนเป็นประจำจะช่วยให้เรามีทางเลือกในการออกจากความคิดลบได้ทุกขณะเมื่อเราต้องการ
    • มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ แม้ดูเหมือนจะเป็นการยากที่จะคิดบวกเมื่อชีวิตไม่เป็นไปตามที่คุณต้องการ แต่การมองโลกในแง่ดีจะช่วยให้คุณจัดการกับสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้ดีขึ้น ช่วยลดผลกระทบของความเครียดต่อสุขภาพกาย ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เรายอมรับความเป็นจริงได้เร็วขึ้น เพราะความยืดหยุ่นเป็นเรื่องของการสงบใจไว้ได้และประเมินสิ่งต่าง ๆ แทนที่จะเพียงแค่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ในประเทศไทยในขณะปัจจุบัน จะเห็นว่ามีผลกระทบต่อบุคคลหลากหลายอาชีพทำให้ตกงาน แต่การมองโลกในแง่บวกทำให้คนบางกลุ่มเกิดการปรับตัวมองเห็นว่าความทุกข์ยากครั้งนี้ เป็นความท้าทายของชีวิต และหางานใหม่ทำ เช่น เทรนเนอร์ฟิตเนสต้องผันชีวิตมาขายทุเรียน จากนักบินมาเป็นพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวริมทาง สจ็วตผันชีวิตมาเย็บหน้ากากผ้าขาย วิศวกรการบินต้องปรับชีวิตหันมารับจ้างล้างแอร์ พระเอกลิเกปรับตัวมาขายส้มตำ ฯลฯ การมองโลกในแง่ดีและมีความหวังจะช่วยให้คุณคาดหวังว่าสิ่งดี ๆ จะเกิดขึ้นกับคุณ ลองนึกภาพว่าคุณต้องการอะไร แทนที่จะหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับสิ่งที่คุณกลัวหรือกังวล
  • การปรับอารมณ์
    • พูดระบายความรู้สึกทุกข์ใจออกมา อย่าพยายามเก็บกด ปิดกั้นที่ความรู้สึกหรืออารมณ์เศร้าที่เกิดขึ้น และถ้าหากคุณยังหาใครสักคนที่ยินดีและพร้อมที่จะรับฟังความรู้สึกอัดอั้นตันใจในขณะนั้นไม่ได้ คุณสามารถพูดกับหมา แมว ต้นไม้ พืชผักต่างๆ หรือแม้กระทั่งการพูดออกมาดังๆกับตัวเองเมื่ออยู่ตามลำพัง เพราะการพูดเป็นสิ่งที่ดีต่อจิตใจ คำพูดที่สอดแทรกความรู้สึกออกไปด้วยจะช่วยทำให้ความตึงเครียดทางอารมณ์ลดลง
    • รักษาอารมณ์ขันไว้ ถ้าคุณสามารถหัวเราะเยาะกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นได้ คุณก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อความเครียดและความทุกข์เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เพราะอารมณ์ขันช่วยเว้นระยะห่างระหว่างจิตใจกับความทุกข์ที่เผชิญอยู่ ช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองให้คุณเห็นสถานการณ์ในสภาพที่ตรงจริงยิ่งขึ้นทั้งในแง่บวกและแง่ลบ และรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในภาวะที่ถูกคุกคามลดลง
  • การปรับการกระทำ
    • พัฒนาความเข้มแข็งภายในตนเอง คนที่เชื่อมั่นว่าความสามารถในการควบคุมจัดการกับปัญหามีศูนย์กลางจากความเข้มแข็งภายในตนเอง ย่อมผ่านพ้นความทุกข์ยากได้ดีกว่า คนที่คิดว่ามาจากคนอื่นหรือปัจจัยภายนอก ขณะเดียวกันคนที่มีความยืดหยุ่นทางจิตใจจะมองโลกตรงกับความเป็นจริงและเชื่อว่าแม้เราจะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แต่เรายังสามารถควบคุมชีวิตของตนเองได้ จากการเลือกใช้วิธีการในการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม และสามารถรับมือกับความเครียดในชีวิตในเชิงรุกมากขึ้น มีแนวทางการแก้ปัญหามากขึ้น และรู้สึกควบคุมได้มากขึ้นจะทำให้เกิดความเครียดน้อยลง
    • คงไว้ซึ่งสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น ผู้คนที่ยังคงติดต่อสื่อสาร มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่นย่อมสามารถเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากได้ดีกว่าคนที่รู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยวอ้างว้าง ทั้งนี้เพราะสัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบข้างไม่ว่าจะเป็น แฟน สามี ภรรยา เพื่อนๆ ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน หรือแม้แต่กลุ่ม/ชมรมที่เป็นสมาชิกอยู่ อาจเป็นโอกาสในการได้ระบายความรู้สึก ได้รับขวัญกำลังใจและแรงบันดาลใจที่ดีที่จะช่วยให้ผ่านพ้นความทุกข์ยากในครั้งนี้ได้ดีกว่าการแยกตัวอยู่กับความวิตกกังวลอย่างเพียงลำพัง
    • ดูแลเอาใจใส่ตัวเอง ความเจ็บปวดทางอารมณ์อย่างรุนแรงอาจทำให้คุณละเลยไม่ใส่ใจเรื่องการกิน การนอน หรือการออกกำลังกาย แต่ร่างกายและจิตใจของคุณจะไม่สามารถรับมือกับช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพได้เลย หากคุณไม่ได้ให้การดูแลพวกมันอย่างเหมาะสม พยายามให้โอกาสตัวเองอย่างดีที่สุดในการฟื้นตัวกลับสู่สภาพปกติ โดยการให้ความสำคัญในเรื่องของการนอนหลับ รับประทานอาหารตามปกติ และออกกำลังกายให้มาก ไม่ว่าการจูงใจตัวเองให้กลับมาใส่ใจในการดูแลร่างกายจะยากแค่ไหนก็ตาม คุณก็สามารถทำได้โดยการให้กำลังลังใจตัวเอง
    • แสวงหาความช่วยเหลือ คนจำนวนมากสามารถใช้ความเข้มแข็งภายในจิตใจของตนเองและวิธีการดังกล่าวข้างต้นก็อาจเพียงพอสำหรับการก้าวข้ามผ่านความทุกข์ยากในชีวิตไปได้ แต่ในบางคนอาจยังคงติดขัดหรือมีปัญหาในการฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติ การแสวงหาความช่วยเหลือจากบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตนับเป็นสิ่งสำคัญและเป็นประโยชน์ในการช่วยส่งเสริมให้บุคคลสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปได้

ความยืดหยุ่นทางจิตใจไม่ได้เป็นลักษณะที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดแต่เป็นสิ่งที่เราสามารถที่จะเรียนรู้และพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยการฝึกจิตใจให้คุ้นเคยกับการเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตประจำวัน เผชิญกับสถานการณ์ใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อนหรือไม่มีแนวทางแก้ไขมาก่อน และพยายามพัฒนานิสัยในการเอาชนะอุปสรรค ซึ่งเมื่อใดถึงคราวที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากแสนสาหัสในชีวิต ความยืดหยุ่นทางจิตใจนี่แหละจะช่วยให้เราสามารถผ่านพ้นช่วงสถานการณ์วิกฤตินั้น ๆ ไปได้ด้วยดี และโปรดระลึกไว้เสมอว่า…มีเพียงจิตใจของคุณเท่านั้นที่จะสามารถเยียวยารักษาสิ่งที่จิตใจของคุณสร้างขึ้นมาได้…

แหล่งที่มา :
1. 5 Steps to Find Resilience in the Face of Adversity. https://www.foundationscounselingllc.com/blog /5-steps-to-find-resilience-in-the-face-of-adversity.php
2. Marcos LR. Overcoming Adversity: the power of resilience. https://vimeo.com/34266600
3. 7 Famous People on How Adversity Made Them Stronger. https://www.uschamber.com/co/stategy/ quotes-about –overcoming- adversity
4. Building your resilience. https://www.apa.org/topics/resilience
5. Resilience: How to Rescue Yourself from Adversity. https://www.fearlessculture.design/blog-posts/resilience-how-to-rescue-yourself-from-adversity
6. Kobasa SC. Stressful life events, personality, and health: an inquiry into hardiness. J Pers Soc Psychol. 1979 Jan;37(1):1-11.

ขอบคุณรูปภาพจาก www.freepik.com